
‘ภวัฒน์ วิทูรปกรณ์’ ทำในสิ่งที่รู้ รู้จริงในสิ่งที่เราทำ
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
“ภวัฒน์ วิทูรปกรณ์” วัย 64 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) หุ้นน้องใหม่ในตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อปลายปี 2557
“ภวัฒน์” คว้าดีกรีปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเคมี เล่าว่า รุ่นพ่อได้วางรากฐานการทำธุรกิจเป็นโรงงานเล็กๆ ไว้ จากนั้นได้มารับช่วงต่อเป็นรุ่นที่ 2 ของธุรกิจครอบครัวทำมาประมาณ 35-36 ปี ซึ่งการบริหารธุรกิครอบครัวต้องประสานให้ทั้งครอบครัวกับธุรกิจปรับเข้ากันได้
“คุณพ่อผมเคยเป็นชาวนาเป็นนักสู้เป็นคนก่อตั้งโรงงาน ส่วนผมจะมีการคิดเพื่อสร้างนวัตกรรมธุรกิจส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงที่ผมเข้ามารับช่วงต่อ เกิดจากองค์ความรู้ที่ต้องสะสมมา โดยเกิดจากการเรียนรู้ศึกษา เป็นนักสังเกต และสำคัญที่สุดคือนักแก้ปัญหา จนเกิดเป็นนวัตกรรมออกมา”
ปัจจุบันกลุ่มบริษัทผลิตและจำหน่ายสินค้าลักษณะมัลติโปรดักต์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและการพัฒนาประเทศ อาทิ ฉนวนกันความร้อนภายในอาคาร บรรจุภัณฑ์อาหาร และชิ้นส่วนยานยนต์ ที่ผ่านมาบริษัทได้เคยยื่นขอสิทธิบัตรไปมากกว่า 600 ฉบับ โดยได้จดเป็นสิทธิบัตรมากกว่า 460 ฉบับ ทั้งในและต่างประเทศ เกิดจากทั้งการคิดของตัวเองและทีมงาน ซึ่งหากนับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และออกแบบน่าจะเป็นองค์กรต้นๆ ของประเทศ ข้อดีของสิทธิบัตรส่วนใหญ่ของบริษัทที่คิดออกมาเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่ต้องใช้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและบ่อย จึงโชคดีไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีอยู่ในภาวะการแข่งขันที่สูง ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือที่ประเทศไทยยังไม่มีแบรนด์เป็นตัวเองและเป็นธุรกิจที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก
“ตัวอย่างหนึ่ง เช่น วันหนึ่งผมไปนั่งรอกินก๋วยเตี๋ยวร้านข้างทาง สังเกตมีเด็กของร้านมาเก็บชามรอนำไปล้าง มีสุนัขมาเลียชาม แล้วรีบล้างเอามาเช็ดใช้ใส่ก๋วยเตี๋ยวเสิร์ฟให้ผมทาน ผมจึงกินไม่ลงเลยคิดหาทางแก้ปัญหาออกมาเป็นตัวสินค้าปูชาม (Food Liner) ซึ่งได้จดสิทธิบัตรฉบับสำคัญ ทั้งในไทย จีนและญี่ปุ่น ที่เตรียมกำลังจะขายออกมา โดยเกิดจากต้องมีเบสิกความรู้ ตอนนี้โอกาสการสร้างนวัตกรรมพื้นฐานยากขึ้น เพราะคนอื่นๆ ที่คิดได้จดสิทธิบัตรมาหมดแล้ว การทำธุรกิจต้องคิดหาโอกาสใหม่ๆ ตลอด โดยการค้นพบเทคโนโลยี ตลาด ธุรกิจใหม่ๆ จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตต่อได้”
นิยามของบริษัทในอนาคตต้องการให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการค้นพบใหม่ ทั้งด้านการบริหาร การตลาด การเงิน การผลิต เทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์และกลุ่มสินค้าใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้หากเป็นองค์กรที่ขาดความคิดสร้างสรรค์
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนวิจัยและพัฒนา รวมถึงลงทุนเทคโนโลยี ส่งผลให้ปัจจุบันจำนวนบุคลากรที่มีในกลุ่มลดลงอยู่ที่ประมาณ 2,500 คน จากระดับที่เคยสูงสุดถึง 3,000 คน โดยไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยแรงงานจากต่างชาติ ปรัชญาในการทำงานที่สำคัญที่สุด คือ “ทำในสิ่งที่เรารู้ รู้จริงในสิ่งที่เราทำ” การทำธุรกิจของกลุ่มบริษัทจะไม่ออกไปทำอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก ไม่โลภมาก จะอยู่ในธุรกิจที่ถนัดและเชี่ยวชาญ







