
รัฐบาลเพิ่มรายได้ซื้อใจข้าราชการ-แรงงาน
สัปดาห์ที่ผ่านมาที่สร้างความฮือฮาให้คนทุกวงการ คือการที่รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นเงินเดือนข้าราชการในอัตรา 5% โดยจะปรับขึ้นในปลายปี 2553 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับข้าราชการทั้งประเทศ 2 ล้านคน ที่ไม่ได้ปรับขึ้นเงินเดือนมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551 ซึ่งเคยปรับขึ้น 4%
โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เตรียมงบขึ้นเงินเดือนข้าราชการครึ่งหลังปีงบประมาณ 2554 ไว้ 3 หมื่นล้านบาท จะเริ่มขึ้นในเดือน เม.ย. 2554 แต่จะขึ้นเพียงครึ่งปีก่อน เพราะถ้าขึ้นทั้งปีจะเป็นภาระที่มากไปสำหรับวงเงินงบประมาณ
เรื่องนี้เป็นการจุดประกายให้ภาคแรงงานต้องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มตามข้าราชการ โดย น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เรียกร้องให้ปรับค่าตอบแทนของลูกจ้างเอกชนทั้งหลายด้วย เพราะทุกครั้งที่ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ค่าครองชีพ และราคาสินค้าจะสูงขึ้นตามด้วย
ทั้งนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เตรียมจะหารือกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.แรงงาน เพื่อขอให้พิจารณาวิธีการปรับขึ้นเงินเดือนค่าจ้างให้กับผู้ใช้แรงงานทั้งระบบใหม่ทั้งหมดต่อไป
ขณะเดียวกัน ข่าวดีจากยักษ์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจโลก คือการที่จีนประกาศว่าจะปรับค่าเงินหยวนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยนายกรณ์คาดว่าจะทำให้ความสามารถการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยดีขึ้น เพราะเมื่อค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นตามสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจจีนที่เข้มแข็ง จะทำให้ราคาสินค้าไทยเทียบกับสินค้าจีนถูกลง
ส่วน นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า การปรับค่าเงินหยวนจะกดดันให้ทุกสกุลเงินในภูมิภาคและเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามไปด้วยเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย มองว่า เงินหยวนแข็งค่าขึ้น ผู้ส่งออกจะขายของได้มากขึ้นและต่อรองราคาได้ดีขึ้น
อีกเรื่องที่คนไทยติดตามคือ กรมสรรพากรได้อายัดทรัพย์สินของนายพานทองแท้ ชินวัตร (โอ๊ค) และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร (เอม) ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาทหมดแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำเข้าคลังหลวงได้ เพราะยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลภาษี
ตลาดหุ้นไทยรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับอานิสงส์จากข่าวธนาคารกลางจีนปรับเพิ่มความยืดหยุ่นค่าเงินหยวนของจีน ซึ่งส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดภูมิภาค รวมถึงหุ้นไทยในวันจันทร์ที่ 21 มิ.ย. ทะลุ 800 จุดสำเร็จ แต่การปรับตัวที่เร็วและไม่มีปัจจัยใหม่มาสนับสนุน ทำให้มีแรงทำกำไรออกมาจนดัชนีหลุด 800 จุด ในวันพฤหัสบดีที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา และปิดปลายสัปดาห์ที่ 793.67 จุด เพิ่มขึ้น 0.48 จุด หรือ 0.06% มูลค่าการซื้อขาย 21,051.02 ล้านบาท หากนับรวมทั้งสัปดาห์ดัชนีเพิ่มขึ้น 0.23% จาก 791.85 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า
นักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิที่ 2,382.58 ล้านบาท และ 186.34 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่สถาบันและนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 1,838.91 ล้านบาท และ 730.00 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับความคืบหน้าการตรวจสอบการใช้ข้อมูลภายใน หรืออินไซเดอร์ เทรดดิง ตรวจสอบการซื้อขายหุ้นบริษัท ไทยคม (THCOM) โดย นายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยผู้จัดการ สายงานกำกับตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลท.ได้ส่งข้อมูลการซื้อขาย รวมถึงคนซื้อคนขายหุ้นไทยคมให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นทางการแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดการซื้อขายหุ้นไทยคม เนื่องจากช่วงที่ราคาหุ้นขึ้นแรงวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าเครื่องตรวจจับระบบการซื้อขายดังขึ้น เพราะมีปริมาณการซื้อขายเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งปกติกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับราคาต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ เพราะอาจมีข่าวคนเกิดไปเก็งกำไร แต่หากออกมาพบว่าราคาที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงพอดี ก็อาจถือว่าไม่ผิดปกติก็ได้
นายศักรินทร์ กล่าวว่า ข้อสอบถามของคณะอนุกรรมการฯ ส่วนใหญ่ไม่ได้ถามถึงรายละเอียดในกระบวนการตรวจสอบการซื้อขายเลย โดยหลักๆ เป็นการสอบถามในแง่ประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการปั่นหุ้นเท่านั้น ทั้งนี้ คาดว่าจะต้องให้ตลาดหลักทรัพย์เข้าไปชี้แจงรายละเอียดเรื่องกระบวนการตรวจสอบอีกครั้ง
ขณะที่บริษัท ไทยคม ชี้แจงตลาดหลักทรัพย์กรณีผู้บริหารของบริษัท คือ นายไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคนิค ขายหุ้น THCOM จำนวน 2 แสนหุ้น ในราคาหุ้นละ 7 บาท เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่าเป็นหุ้นที่ถือลงทุนมานานกว่า 2 ปีแล้ว โดยเป็นการขายหุ้นที่ไม่ได้กำไรและไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรับรู้ข้อมูลภายในล่วงหน้า







