
ภัยพิบัติกับมวลมนุษยชาติ
โดย...ชาติชาย
โดย...ชาติชาย
ข่าวการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.8 แมกนิจูด ที่ประเทศเนปาลเมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา นำมาซึ่งความรู้สึกหดหู่และความสะเทือนใจในชะตากรรมที่เพื่อนร่วมโลกต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สาหัสสากรรจ์สร้างความสูญเสียและความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประสบภัยจำนวนมหาศาล โดยที่ไม่มีใครสามารถพยากรณ์หรือคาดการณ์ได้ล่วงหน้า
ล่าสุด ระหว่างที่เขียนคอลัมน์นี้ ยอดผู้เสียชีวิตทะลุ 7,000 คนแล้ว บาดเจ็บอีกกว่า 1.1 หมื่นคน และยังมีผู้เสียชีวิตอีก 100 คน ในอินเดีย และในเขตปกครองตนเอง “ทิเบต” ของจีนด้วย โดยองค์การสหประชาชาติ ประเมินว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้สูงถึง 8 ล้านคน บ้านเรือนเสียหาย 6 แสนหลังคาเรือน และมีประชากรมากกว่า 2 ล้านคน ต้องออกมาพักอาศัยในเต็นท์ ยังชีพอยู่ด้วยอาหารและยาจากกาชาดสากล และสิ่งที่เนปาลต้องเผชิญต่อจากนี้อีก 3 เดือน คือความยากลำบากในการต่อสู้กับโรคระบาดและการฟื้นฟูประเทศ โดยประเมินว่าเนปาลต้องการความช่วยเหลือคิดเป็นมูลค่า 415 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนานาประเทศต่างส่งความช่วยเหลือในรูปของตัวเงิน อาหาร เวชภัณฑ์ และเครื่องมือในการค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิต รวมถึงเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ไปช่วยเหลืออย่างทันท่วงที นับเป็นการช่วยเหลือประชาชนของประเทศที่ได้ชื่อว่ายากจนที่สุดในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม แม้ความเร่งด่วนที่สุดตอนนี้ของเนปาลคือการช่วยเหลือผู้รอดชีวิต ซึ่งมีทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส นอร์เวย์ และอิสราเอล เข้าร่วมในปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ แต่หลังจากนั้นแล้ว ภารกิจของประเทศเนปาลก็คือการฟื้นฟูประเทศ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจสังคม และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งยังมีอีกหลายสิ่งที่รัฐบาลและประชาชนชาวเนปาลต้องฝ่าฟัน รวมทั้งการเตรียมการรับมือกับโรคระบาดที่มาจากโรคติดต่ออันเป็นผลพวงมาจากภัยพิบัติด้วย เราก็ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในเร็ววัน
ถ้าประมวลเหตุภัยพิบัติในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาจะพบว่าเหตุแผ่นดินไหวได้คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปแล้วเป็นล้านคน จากรายงานของ USA TodayResearch และ U.S. Geological Survey ซึ่งได้ประมวลเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งสำคัญที่เป็นโศกนาฏกรรมของมวลมนุษยชาติ พบว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงเกิดขึ้นมาตลอดแทบจะทุกปี เช่น ในประเทศจีน เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2557 มีแผ่นดินไหวขนาดความรุนแรง 6.2 แมกนิจูด มีผู้เสียชีวิต 700 คน บาดเจ็บ 2,000 คน และ 1.2 หมื่นคน กลายเป็นคนไร้บ้าน วันที่ 24 ก.ย. 2556 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 แมกนิจูด ที่ประเทศปากีสถาน มีผู้เสียชีวิต 825 คน ทำลายบ้านเรือน 350 หลังคาเรือน
ย้อนขึ้นไปอีก 2 ปี วันที่ 11 มี.ค. 2554 ประเทศญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.0 แมกนิจูด มีผู้เสียชีวิต/สูญหาย 1.8 หมื่นคน ปี 2553 มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งสำคัญที่คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมหาศาลถึง 2 ครั้ง คือวันที่ 12 ม.ค. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 แมกนิจูด ในประเทศเฮติ มีผู้เสียชีวิตถึง 3.16 แสนคน และทำให้มีคนไร้บ้านถึง 1.5 ล้านคน ซึ่ง 5 ปีต่อมา ผู้คนก็ยังคงหวาดกลัวและต้องอาศัยนอนในเต็นท์ วันที่ 27 ก.พ.ปีเดียวกัน เกิดแผ่นดินไหวในประเทศชิลีที่ขนาด 8.8 แมกนิจูด มีผู้เสียชีวิต 700 คน วันที่ 30 ก.ย. 2552 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 แมกนิจูด จุดศูนย์กลางอยู่ในทะเลใกล้หมู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิต 1,100 คน สูญหาย 500 คน วันที่ 12 พ.ค. 2551 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.9 แมกนิจูด ในประเทศจีน มีผู้เสียชีวิตและสูญหายถึง 9 หมื่นคน และ 5 ล้านคนไร้บ้าน นับเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศจีน ทำลายเศรษฐกิจจีนเป็นมูลค่าสูงถึง 122 พันล้านเหรียญสหรัฐ วันที่ 15 ส.ค. 2550 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8 แมกนิจูด ที่ชายฝั่งประเทศเปรู มีผู้เสียชีวิต 500 คน
วันที่ 26 พ.ค. 2549 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 แมกนิจูด ในประเทศอินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,700 คน บาดเจ็บ 3 หมื่นคน และมีชาวอินโดนีเซียกว่า 6.5 แสนคน ได้รับผลกระทบซึ่งก่อนหน้านี้หนึ่งปี วันที่ 28มี.ค. 2548 ก็มีแผ่นดินไหวขนาด 8.6 แมกนิจูด นอกชายฝั่งหมู่เกาะสุมาตรา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1,300 คน วันที่ 8 ต.ค. 2548 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.6 แมกนิจูด ที่ประเทศปากีสถาน มีจุดศูนย์กลางห่างออกไปจากเมืองหลวงอิสลามาบัดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือแค่ 60 ไมล์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตครั้งนั้นถึง 8 หมื่นคน และวันที่ 26 ธ.ค. 2547 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.1-9.3 แมกนิจูด ที่ทะเลอันดามัน มีศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ใกล้หมู่เกาะสุมาตรา และส่งผลให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่ม 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลของไทย เป็นเหตุการณ์อันดามันวิปโยคที่รุนแรงมากที่สุดในรอบ 40 ปี มีผู้เสียชีวิตและสูญหายเกือบ 3 แสนคน เฉพาะในประเทศไทยมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเสียชีวิตถึง 5,000 กว่าคน
สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดที่เกิดในประเทศไทยเกิดขึ้นวันนี้เมื่อปีที่แล้ว วันที่ 5 พ.ค. 2557 ที่ ต.ดงมะดะ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย เวลาประมาณ 18.08 น. วัดขนาดความรุนแรง ได้ 6.3 แมกนิจูด สร้างความเสียหายให้กับโบราณสถานวัดวาอาราม ถนนหนทางและบ้านเรือน และรู้สึกได้ตามตึกสูงในกรุงเทพมหานคร ซึ่งกรมอุตุนิยม วิทยาระบุว่าสาเหตุของแผ่นดินไหวเกิดจากรอยเลื่อนแม่อิงขยับตัว และเป็นการเกิดแผ่นดินไหวที่ลึกจากพื้นดินเพียง 7.4 กิโลเมตรเท่านั้น โดยข้อมูลที่ประกาศจากสำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา พบว่ารอยเลื่อนที่มีพลังในประเทศไทยมีทั้งหมด 14 รอยเลื่อน กระจายอยู่ใน 22 จังหวัด
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวเนปาลก็มีกระแสที่พูดกันถึงเรื่องผลกระทบกับประเทศไทย จนนักวิชาการด้านธรณีวิทยาต้องออกมาชี้แจง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจสร้างความกังวลจนเกินกว่าเหตุ ซึ่งสรุปได้ว่าแผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาลไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศ ไทย แต่มีความต่อเนื่องมายังรอยเลื่อนสะกายในประเทศพม่า ซึ่งมีรอยเลื่อนแขนงมายังประเทศ ไทย ประกอบด้วยรอยเลื่อนแม่ปิง-เมย กลุ่มรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ และกลุ่มรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ โดยรอยเลื่อนสะกายเป็นกลุ่มรอยเลื่อนที่เคยเกิดแผ่นดินไหวมาแล้ว 12 ครั้ง วัดความรุนแรงสูงสุดได้ถึง 8.0 ริกเตอร์ ส่วนรอยเลื่อนในประเทศไทยที่นักวิชาการเฝ้าระวังและจับตามองเป็นพิเศษคือรอยเลื่อนระนอง ซึ่งพาดผ่าน จ.ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และพังงา มีความยาว 270 กิโลเมตร และรอยเลื่อนคลองมะรุ่ย ซึ่งพาดผ่านไปตามทะเลอันดามันผ่าน จ.สุราษฎร์ธานี พังงา และระหว่าง อ.เมือง จ.ภูเก็ต กับ อ.เกาะยาว จ.พังงา มีความยาวประมาณ 148 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นรอยเลื่อนที่มีพลังรุนแรงและอาจส่งผลกระทบกับหลายจังหวัดในภาคใต้ เช่น จ.ระนอง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี
ท่ามกลางโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าครั้งนี้ น่าภูมิใจที่เราได้เห็นความตื่นตัวทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต่างแข็งขันให้ความช่วยเหลือชาวเนปาลอย่างเต็มที่ โดยในส่วนของธนาคารออมสินเองนั้น นอกจากการเปิดบัญชีรับบริจาคโดยตรงจากประชาชนผ่านบัญชี “ออมสินรวมใจ ช่วยภัยเนปาล สำนักพหลโยธิน เลขที่ 020140768100” โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมข้ามเขตแล้ว ธนาคารยังได้จัดทำโครงการ “ออมน้ำใจช่วยภัยเนปาล ลูกค้าธนาคารจะได้ร่วมในการช่วยเหลือผู้ประสบชะตากรรมอันโหดร้ายนี้ด้วยกันกับธนาคารในสองกิจกรรม
ในกิจกรรมแรก ธนาคารจะสมทบเงินเท่ากับร้อยละ 0.3 ต่อปี เพื่อบริจาคสำหรับการฝากเงินในบัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน ที่ลูกค้านำฝากในระหว่างวันที่ 1-31 พ.ค.นี้ และนำเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยเนปาล ส่วนกิจกรรมที่สอง ทุกบัตรเดบิตของธนาคาร ที่เปิดในช่วงเวลาดังกล่าวจะได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยธนาคารจะสมทบ 10 บาท/บัตร นำส่งเป็นเงินช่วยเหลือให้กับผู้ประสบภัย ซึ่งผมคาดว่าน่าจะได้เงินสัก 10 ล้านบาท
บทเรียนของภัยพิบัติครั้งนี้ แม้เราจะไม่สามารถป้องกันได้เพราะเป็นภัยธรรมชาติ แต่ก็ทำให้เราตระหนักถึงปัจจัยภายนอกที่ไม่คาดคิด ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงได้ครับ







