
เมื่อเดือนใหม่เริ่มต้น... ตลาดจับตาการจ้างงานสหรัฐอีกครั้ง
โดย...ปารีณา พ่วงศิริ
โดย...ปารีณา พ่วงศิริ
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบที่ยังอ่อนค่าอยู่ ระหว่าง 32.70-33.00 ในสัปดาห์นี้ ประเด็นที่ตลาดให้การจับตามองสัปดาห์นี้เปลี่ยนมาเป็นปัจจัยจากต่างประเทศ เนื่องจากเมื่อถึงเวลาต้นเดือน ตัวเลขที่ตลาดให้ความสนใจ คือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ โดยในเดือน เม.ย. นักวิเคราะห์มองว่า จะเห็นการจ้างงานเพิ่มขึ้น 2.2 แสนตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง ทำให้ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นตัวเลขออกมาน้อยกว่าการคาดการณ์ ส่วนช่วงระหว่างสัปดาห์นั้น จะมีการรายงานตัวเลขประปราย อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั้งจากจีน ยูโรโซน และสหรัฐ ตัวเลขการส่งออกของจีน ยอดค้าปลีกของยูโรโซน คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐ โดยหากโทนตัวเลขสหรัฐยังออกมาไม่ดีนัก น่าจะทำให้เงินดอลลาร์ชะลอการแข็งค่าต่อเนื่อง เหมือนกับที่ได้เห็นเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดรอบ 6 เดือนเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก
อย่างไรก็ดี ในกรณีของเงินบาท น่าจะยังเห็นเงินบาทอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่าต่อเนื่องสัปดาห์นี้ โดยขับเคลื่อนจากประเด็นภายในเป็นสำคัญ ทั้งจากการสร้างความประหลาดใจหลังการประชุมนโยบายการเงินไทย ด้วยการปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.5% รวมถึงการออกมาตรการผ่อนคลายด้านเงินทุนที่ส่งเสริมการออกไปลงทุนในต่างประเทศ และผ่อนผันกฎด้านการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงิน ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณเพิ่มเติมถึงความต้องการให้เงินบาทอ่อนค่าขึ้น อย่างไรก็ดีจากการประเมินเบื้องต้นของเรานั้น มาตรการดังกล่าวอาจไม่สามารถทำให้ค่าเงินอ่อนค่าได้มากอย่างมีนัยสำคัญได้ในระยะปานกลางถึงยาว เนื่องจากค่าเงินบาทโดยรวมมักเคลื่อนไหวไปตามปัจจัยจากต่างประเทศมากกว่า ขณะที่การแข็งค่าของเงินบาทในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่ดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นเกินดุลในระดับสูงต่อเนื่อง ดังนั้นการไปแก้ที่ดุลเงินทุนนั้น อาจถือเป็นการเกาไม่ถูกจุดและอาจไม่สามารถลดการแข็งค่าของเงินบาทในระยะต่อไปได้ ดังนั้นแรงกดดันต่อการลดการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลของการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด หลังจากการนำเข้าของไทยชะลอลงเร็วกว่า
ดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติน่าจะยังมีอยู่ในระยะต่อไป โดยเฉพาะเมื่อเรายังไม่เห็นปัจจัยใดที่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ ขณะที่ความเสี่ยงเรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจยังปรับเพิ่มขึ้นอยู่ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.57 โดยหลังมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่สร้างความประหลาดใจ และการประกาศมาตรการเงินทุน เงินบาทปรับอ่อนค่าขึ้นไปเคลื่อนไหวที่ระดับ 32.94 ช่วงปลายสัปดาห์ สำหรับสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทจึงยังมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าอยู่ โดยเราเห็นแนวต้านสำคัญที่ 33.00 ซึ่งอาจเห็นการขึ้นไปทดสอบที่ระดับนี้ อย่างไรก็ดีในช่วงสั้นเรามองว่าจะเป็นระดับที่เหนียวพอสมควร
สำหรับปัจจัยจากต่างประเทศที่มีความสำคัญไม่แพ้กันในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ การประชุมนโยบายการเงินสหรัฐ รวมถึงการรายงานตัวเลข GDP สหรัฐ สำหรับไตรมาสแรกของปี โดยตัวเลข GDP นั้น ออกมาน่าผิดหวัง และขยายตัวเพียง 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า สร้างความกังวลให้แก่ตลาดว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐนั้นจะมีความต่อเนื่องมากน้อยแค่ไหน ขณะที่การประชุมนโยบายการเงิน
สหรัฐนั้น เฟดยังคงมีท่าทีเช่นเดิมว่าจะยังไม่รีบร้อนในการปรับขึ้นดอกเบี้ย และประเมินว่าภาพเศรษฐกิจที่ชะลอลงในปัจจุบัน จะเป็นประเด็นชั่วคราวเท่านั้น และเศรษฐกิจจะสามารถกลับมาขยายตัวได้ดีในระยะต่อไป ภาพเศรษฐกิจและท่าทีการคงดอกเบี้ยดังกล่าวทำให้นักลงทุนลดการเข้าซื้อดอลลาร์ลง และหนุนการแข็งค่าของสกุลเงินหลักอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นทั้งเงินยูโรและเงินเยน
เงินยูโรเปิดตลาดที่ 1.0870 และแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตลอดสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างกรีซและเจ้าหนี้เกี่ยวกับแผนปฏิรูปเศรษฐกิจของกรีซ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัวทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นมากขึ้นว่าเฟดจะไม่สามารถรีบขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.ได้ นักลงทุนชาวเยอรมันมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสูงขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 โดยผลสำรวจความเชื่อมั่นจากสถาบัน IFO ปรับขึ้นมาที่ 108.6 ในเดือน เม.ย.จาก 107.9 ในเดือน มี.ค. นอกจากนี้ธนาคารกลางเยอรมันยังเชื่อว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้แข็งแกร่งกว่าที่เคยคาดไว้ด้วย เงินยูโรแข็งค่าขึ้นแรงหลังจากการประชุมของเฟดและสามารถไต่ระดับขึ้นมาเหนือ 1.10 ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์ หลัง GDP สหรัฐแย่กว่าที่ตลาดคาดไว้มาก และรัฐบาลกรีซกล่าวว่าใกล้จะบรรลุข้อตกลงแล้ว ทำให้เงินยูโรแข็งค่าขึ้นมาปิดตลาดที่ 1.1207
เงินเยนเปิดตลาดที่ 118.98 และอ่อนค่าลงเล็กน้อย หลังจากบริษัทจัดอันดับเครดิต Fitch ปรับลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลญี่ปุ่นลง 1 อันดับมาที่ A ซึ่งต่ำกว่าอันดับดีที่สุดกว่า 5 อันดับ แต่หลังจากนั้น เงินเยนกลับมาแข็งค่าหลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐในเดือน เม.ย. ปรับลดลงมาที่ระดับ 95.2 จากระดับ 104.4 ในเดือน มี.ค. สะท้อนว่าผู้บริโภคเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจน้อยลง ประกอบกับผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่นจบลงด้วยการคงปริมาณการซื้อสินทรัพย์ในมาตรการ QE ตามเดิมที่ 80 ล้านล้านเยน แต่มีการปรับลดประมาณการ GDP และเงินเฟ้อลงมา และเลื่อนคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะขึ้นไปแตะ 2% ได้ตามเป้าในช่วงเดือน เม.ย.-ก.ย. 2016 จากเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งต้องติดตามการปรับตัวของอัตราค่าจ้างต่อไป







