
แบงก์ปฏิเสธให้เงินกู้พุ่ง
กสิกรไทย เข้มปล่อยกู้รายย่อย ยอดปฏิเสธสินเชื่อบุคคลพุ่ง 65% ตรวจเครดิตบูโรถี่ขึ้น
กสิกรไทย เข้มปล่อยกู้รายย่อย ยอดปฏิเสธสินเชื่อบุคคลพุ่ง 65% ตรวจเครดิตบูโรถี่ขึ้น
นายทวี ธีระสุนทรวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกปีนี้สินเชื่อลูกค้ารายย่อยของธนาคารแทบไม่ขยับขึ้น เป็นผลมาจากการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น หลังจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวและหนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในกลุ่มลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสแรกมาอยู่ที่ 1.8% จากสิ้นปีที่แล้วเฉลี่ยที่ 1.6-1.7% โดยมาจากลูกค้าสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อบ้าน
ทั้งนี้ ความระมัดระวังดังกล่าวส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคลที่มีอัตราปฏิเสธสินเชื่อถึง 65% ของยอดคำขอ จากปกติจะอยู่ที่ระดับ 50% ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตมียอดปฏิเสธสินเชื่อ 50% จากปกติ 40%
ส่วนสินเชื่อบ้านเป็นกลุ่มที่มีการปฏิเสธน้อยที่สุด คือ 40% ของยอดคำขอ เพราะมีความเสี่ยงน้อยที่สุด ลูกค้าที่จะซื้อบ้านจะรู้ศักยภาพตัวเอง โดยเฉพาะการซื้อที่อยู่อาศัยผ่านโครงการอสังหาริมทรัพย์ ผู้ประกอบการจะคัดกรองลูกค้าระดับหนึ่งและธนาคารเห็นพฤติกรรมการผ่อนดาวน์บ้างแล้ว
สำหรับแนวทางการป้องกันไม่ให้เอ็นพีแอลสูงขึ้น ธนาคารยังคงเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามหนี้ โดยสายงานบริหารความเสี่ยง มีแผนว่าจ้างบริษัทภายนอก (เอาต์ซอร์ส) ติดตามหนี้ใกล้ชิดมากขึ้น รวมทั้งมีมาตรการเสริม เช่น ลูกหนี้บัตรเครดิตที่มีประวัติชำระล่าช้า จะถูกจำกัดวงเงินกดเงินสดล่วงหน้าเหลือ 50% จากปกติให้กดเงินสด 100% ของวงเงินบัตรเครดิต หรือพิจารณาเข้มขึ้นเมื่อขอวงเงินบัตรเพิ่ม เพื่อกดดันให้ลูกหนี้มีวินัยการชำระหนี้
“ลูกค้าใหม่ที่ได้รับอนุมัติเข้ามา มีคุณภาพหนี้ดีเยี่ยมเมื่อเทียบกับ 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ที่มีปัญหาคือ ลูกค้าเก่าที่พบว่าสร้างหนี้เพิ่มขึ้นบนธนาคารอื่น จึงต้องตรวจสอบภาระหนี้ของลูกค้าเดิมถี่ขึ้นผ่านเครดิตบูโร โดยธนาคารเห็นสัญญาณมาระยะหนึ่งแล้ว และมีการตั้งสำรองไว้ล่วงหน้า”นายทวี กล่าว
ปัจจุบันลูกค้ารายย่อยที่มีภาระหนี้ต่อรายได้สูงขึ้น จะกระจุกตัวในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางลงมา หรือผู้มีรายได้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท/เดือนจะมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นสูงสุดสะท้อนว่าแนวโน้มหนี้ครัวเรือนยังน่าเป็นห่วง
“สภาพเศรษฐกิจดังกล่าว ธนาคารอาจจะต้องปรับเป้าสินเชื่อภายใน เพราะการขยายสินเชื่อช่วงนี้คงไม่เหมาะสม มีความเสี่ยงสูง ทำให้มีภาระในการตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้น”นายทวี กล่าว







