
ทิศทางหุ้นจีน หลังปรับตัวขึ้นร้อนแรง
โดย...อาทิตย์ ทองเจริญ
โดย...อาทิตย์ ทองเจริญ
หนึ่งในตลาดหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา คงจะหนีไม่พ้นตลาดหุ้นจีน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นจีนในประเทศ (A-Share) และตลาดหุ้นจีนนอกประเทศ (H-Share คือ หุ้นจีนที่ซื้อขายในฮ่องกง) ที่ต่างพากันปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำสถิติสูงสุดในรอบหลายๆ ปี โดยตั้งแต่ต้นปี A-Share ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 30% ขณะที่ H-Share ก็ขึ้นกว่า 20%
หากย้อนไปดูการเคลื่อนไหวของหุ้นจีน พบว่า A-Share ปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรงก่อน หลังจากทางการจีนได้เปิดการเชื่อมโยงการซื้อขายหุ้นจีนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง ในเดือน พ.ย. 2557 ทำให้เม็ดเงินจากนักลงทุนฮ่องกงไหลเข้าไปในตลาดหุ้นจีนได้มากขึ้น และผลักดันให้ตลาด A-Share ปรับตัวขึ้นไปได้ดีมาก โดยเฉพาะในเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2557 ที่ปรับตัวขึ้นได้มากกว่า 40% ขณะที่ตลาด H-Share ปรับตัวขึ้นเพียงแค่ 10%
หลังจาก A-Share ขึ้นไปมากแล้วในปี 2557 ครั้งล่าสุดนี้ก็ถึงคราวของ H-Share บ้าง โดยเมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากหน่วยงานซึ่งดูแลควบคุมด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ของจีน (China Securities Regulatory Commission – CSRC) ได้มีการระบุที่จะผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านการซื้อขายหุ้น โดยอนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในประเทศจีน สามารถนำเงินเข้ามาซื้อหุ้นจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกง (H-Share) ได้โดยไม่ต้องขอโควตา ส่งผลให้เม็ดเงินจากนักลงทุนจีนในประเทศไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นฮ่องกง และทำให้ตลาดหุ้น H-Share ปรับตัวขึ้นมาแรงสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 ปี
ตั้งแต่ต้นเดือนถึงกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้น H-Share มีแรงซื้อเข้ามาและปรับตัวเป็นบวกได้เกือบ 20% และราคาที่ขึ้นมาเร็วนี้ อาจทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า ตลาดหุ้นจีนได้กลับมาสู่ภาวะฟองสบู่อีกครั้ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงก่อนวิกฤตในปี 2551
ทั้งนี้ ด้วยความที่ตลาดปรับตัวขึ้นมาแรง จึงมองว่าในระยะสั้นคงมีการปรับฐานลงมา โดยส่วนหนึ่งจะมาจากแรงขายทำกำไรและอีกส่วนหนึ่งคาดว่าจะมาจากความกังวล เนื่องจากกรณีที่ทางการจีนได้มี
การดำเนินมาตรการเข้มงวดมากขึ้นกับการปล่อยกู้เพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิ้น) ผ่านบัญชีที่ไม่ได้มีการควบคุม หรือผ่านบริษัททรัสต์ ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้ในการลงทุนสำหรับนักลงทุนรายย่อยเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามหากมองให้ดีจะพบว่าการควบคุมดังกล่าว แม้จะส่งผลเสียให้ตลาดเกิดความกังวลในระยะสั้น แต่ทำให้ตลาดมีเสถียรภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการที่อนุญาตให้ผู้จัดการกองทุนในจีนกู้ยืมหุ้นเพื่อทำชอร์ตเซลได้ แม้อาจทำให้บรรยากาศในการลงทุนเป็นไปในเชิงลบ แต่มองในระยะยาวจะทำให้ปริมาณการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนสถาบันในตลาดหุ้นจีนในประเทศมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ช่วยเสริมเสถียรภาพในตลาดหุ้นด้วย โดยเฉพาะ A-Share ซึ่งมีนักลงทุนรายย่อยเป็นส่วนใหญ่ของตลาด
ในส่วนของตลาดหุ้นจีน H-Share แม้จะมีเม็ดเงินไหลจากจีนแผ่นดินใหญ่ไหลเข้าไปในตลาดหุ้นฮ่องกงจนมีราคาปรับตัวสูงขึ้นมาก แต่พบว่าหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดเล็ก ในขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานดียังมีราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้เมื่อพิจารณาดัชนี Hang Seng A-H Premium Index หรือดัชนีที่จะติดตามความแตกต่างระหว่างราคาหุ้นในตลาด A-Share กับ H-Share ซึ่งปรับตัวขึ้นมาอยู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี ยิ่งบ่งชี้ว่าระดับราคาหุ้นของ H-Share ยังถูกมากเมื่อเทียบกับ A-Share (ยิ่งดัชนีมีตัวเลขสูงมาก แสดงว่าราคาหุ้น A-Share จะสูงกว่า H-Share มาก) จึงยังมีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต
ด้านเศรษฐกิจของจีนเองก็ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่สามารถเติบโตร้อนแรงได้เหมือนในอดีต แต่ระดับที่เป็นมาตรฐานใหม่ หรือ New Normal ที่ระดับ 6-7% ก็ยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก







