posttoday
ผลตอบแทนคาดหวัง และความเสี่ยงระยะยาว

ผลตอบแทนคาดหวัง และความเสี่ยงระยะยาว

01 พฤษภาคม 2558

โดย...วิน พรหมแพทย์, CFA หัวหน้ากลุ่มงานลงทุน และรองโฆษก สำนักงานประกันสังคม

โดย...วิน พรหมแพทย์, CFA หัวหน้ากลุ่มงานลงทุน และรองโฆษก สำนักงานประกันสังคม

นักลงทุนอย่างเราๆ มักจะคุ้นชินกับการคาดหวังผลตอบแทนระยะสั้น เช่น ปีนี้หุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ หรือปีนี้หุ้นกลุ่มไหนจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด แต่การบริหารพอร์ตขนาดใหญ่อย่างกองทุนประกันสังคม ซึ่งมีเงินลงทุนมากกว่า 1.25 ล้านล้านบาท เปรียบเสมือนการคัดท้ายเรือสำราญลำใหญ่ จะเลี้ยวซ้ายหรือขวาต้องใช้เวลานานมาก เราจึงจำเป็นต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของการคาดการณ์ผลตอบแทนล่วงหน้าระยะยาวไม่ต่ำกว่า 10-20 ผมจะชวนพวกเราคิดแบบนักลงทุนระยะยาว (Long Term Investor) กันครับ

ทั้งนี้ ผลการศึกษาร่วมกันระหว่าง Mercer Investments และสำนักงานประกันสังคม จัดทำขึ้นเมื่อปี 2556 ประกอบด้วยอัตราผลตอบแทนคาดหวังระยะยาว (Long-term Expected Return) และความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ (Volatility) โดยตัวเลขหลังนี้ ยิ่งสูง ยิ่งมีราคาผันผวนมาก เรามาดูข้อมูลของกลุ่มหลักทรัพย์ต่างๆ กันครับ

1.พันธบัตรรัฐบาลไทย – มีความผันผวนต่ำ 6.7% แต่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.8% ต่อปีเท่านั้น (ผลการศึกษาทำในปี 2556 หากเป็นตัวเลขปัจจุบันจะต่ำกว่านี้อีก) การลงทุนในพันธบัตรจึงช่วยสร้าง “ความมั่นคง” ให้กับพอร์ต แต่เงินจะโตช้า หากลงทุนในพันธบัตรอย่างเดียวและอยากให้เงินออมโต 2 เท่า ต้องรอเวลานานถึง 19 ปี 

2.พันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ – มีความผันผวนต่ำ 5.1% ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.6% หากเน้นลงทุนในพันธบัตรของประเทศพัฒนาแล้ว โดยส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทน (Yield) ต่ำกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทย แต่อย่าลืมว่าราคาพันธบัตรมีขึ้น-ลงได้ รวมทั้งอาจได้กำไรเพิ่มหากค่าเงินของประเทศนั้นแข็งค่า หากจับจังหวะถูกเราก็อาจจะได้ผลตอบแทนดีได้เหมือนกัน เชื่อหรือไม่ว่า ปี 2557 ที่ผ่านมา พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 30 ปี ให้ผลตอบแทนสูงถึง 29.4%!

3.หุ้นไทย – ตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12-13% ต่อปี แต่ด้วยความที่หุ้นขึ้นมามากแล้ว คาดว่าผลตอบแทนในอนาคตจะลดลงเป็นเลขตัวเดียว คือ 8-9% ต่อปี โปรดสังเกตว่าหุ้นไทยมีความผันผวนสูงมากถึง 28.9% แต่การลงทุนในหุ้นช่วยสร้าง “ความเติบโต” ให้กับเงินลงทุน ทั้งนี้ ผลตอบแทนคาดหวังที่สูงถึง 8.7% จะทำให้เงินลงทุนโต 2 เท่าภายในเวลาเพียง 8 ปี

4.หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว – คาดว่าจะให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดหุ้นไทย แต่สังเกตว่าความผันผวนต่ำกว่ามากอยู่ที่ 18.6% มีผลตอบแทนเฉลี่ย 8.5% นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่พวกเราหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าหุ้นต่างประเทศ “เสี่ยง” มากกว่าหุ้นไทย แต่เมื่อเทียบตัวเลขความผันผวนแล้ว จะเห็นว่าหุ้นต่างประเทศน่าสนใจลงทุนนะครับ

5.กองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน – จัดอยู่ในกลุ่มการลงทุนทางเลือก (Alternative Investments) ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของกองทุนต่างๆ ทั่วโลก เพราะให้ผลตอบแทน 6-8% สูงกว่าดอกเบี้ยพันธบัตรมาก แต่มีความผันผวนต่ำเพียง 10-12% จึงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้าง “นิ่ง” แต่ต้องบอกก่อนว่าหลักทรัพย์กลุ่มนี้มีสภาพคล่องต่ำ จึงเหมาะกับนักลงทุนระยะยาวจริงๆ ที่พร้อมจะถือลงทุนตั้งแต่ 5-10 ปีขึ้นไป

ผมนำตัวเลขชุดนี้มาให้ดูเพื่อจะบอกว่า ในการบริหารพอร์ตแบบมืออาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพอร์ตขนาดใหญ่ที่ขยับตัวยาก หรือพอร์ตเงินออมของเราที่เตรียมไว้ใช้หลังเกษียณ เราควรคาดการณ์ผลตอบแทนและความเสี่ยงในระยะยาว เพื่อกำหนดสัดส่วนการลงทุนที่จะช่วยให้พอร์ตของเราให้ผลตอบแทนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี ควรมีพันธบัตร 55%+หุ้น 45% เป็นต้น

ทั้งนี้ หลักสำคัญคือหลักทรัพย์แต่ละประเภทมีบทบาทหน้าที่ต่างกัน เราจึงควรให้พอร์ตมีความหลากหลาย เช่น มีพันธบัตรไว้สร้าง “ความมั่นคง” มีหุ้นไว้สร้าง “ความเติบโต” และมีการลงทุนทางเลือกไว้สร้างดอกผลแบบนิ่งๆ ในระยะยาวครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท