
ผลตอบแทนคาดหวัง และความเสี่ยงระยะยาว
โดย...วิน พรหมแพทย์, CFA หัวหน้ากลุ่มงานลงทุน และรองโฆษก สำนักงานประกันสังคม
โดย...วิน พรหมแพทย์, CFA หัวหน้ากลุ่มงานลงทุน และรองโฆษก สำนักงานประกันสังคม
นักลงทุนอย่างเราๆ มักจะคุ้นชินกับการคาดหวังผลตอบแทนระยะสั้น เช่น ปีนี้หุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ หรือปีนี้หุ้นกลุ่มไหนจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด แต่การบริหารพอร์ตขนาดใหญ่อย่างกองทุนประกันสังคม ซึ่งมีเงินลงทุนมากกว่า 1.25 ล้านล้านบาท เปรียบเสมือนการคัดท้ายเรือสำราญลำใหญ่ จะเลี้ยวซ้ายหรือขวาต้องใช้เวลานานมาก เราจึงจำเป็นต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของการคาดการณ์ผลตอบแทนล่วงหน้าระยะยาวไม่ต่ำกว่า 10-20 ผมจะชวนพวกเราคิดแบบนักลงทุนระยะยาว (Long Term Investor) กันครับ
ทั้งนี้ ผลการศึกษาร่วมกันระหว่าง Mercer Investments และสำนักงานประกันสังคม จัดทำขึ้นเมื่อปี 2556 ประกอบด้วยอัตราผลตอบแทนคาดหวังระยะยาว (Long-term Expected Return) และความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ (Volatility) โดยตัวเลขหลังนี้ ยิ่งสูง ยิ่งมีราคาผันผวนมาก เรามาดูข้อมูลของกลุ่มหลักทรัพย์ต่างๆ กันครับ
1.พันธบัตรรัฐบาลไทย – มีความผันผวนต่ำ 6.7% แต่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.8% ต่อปีเท่านั้น (ผลการศึกษาทำในปี 2556 หากเป็นตัวเลขปัจจุบันจะต่ำกว่านี้อีก) การลงทุนในพันธบัตรจึงช่วยสร้าง “ความมั่นคง” ให้กับพอร์ต แต่เงินจะโตช้า หากลงทุนในพันธบัตรอย่างเดียวและอยากให้เงินออมโต 2 เท่า ต้องรอเวลานานถึง 19 ปี
2.พันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ – มีความผันผวนต่ำ 5.1% ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.6% หากเน้นลงทุนในพันธบัตรของประเทศพัฒนาแล้ว โดยส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทน (Yield) ต่ำกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทย แต่อย่าลืมว่าราคาพันธบัตรมีขึ้น-ลงได้ รวมทั้งอาจได้กำไรเพิ่มหากค่าเงินของประเทศนั้นแข็งค่า หากจับจังหวะถูกเราก็อาจจะได้ผลตอบแทนดีได้เหมือนกัน เชื่อหรือไม่ว่า ปี 2557 ที่ผ่านมา พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 30 ปี ให้ผลตอบแทนสูงถึง 29.4%!
3.หุ้นไทย – ตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12-13% ต่อปี แต่ด้วยความที่หุ้นขึ้นมามากแล้ว คาดว่าผลตอบแทนในอนาคตจะลดลงเป็นเลขตัวเดียว คือ 8-9% ต่อปี โปรดสังเกตว่าหุ้นไทยมีความผันผวนสูงมากถึง 28.9% แต่การลงทุนในหุ้นช่วยสร้าง “ความเติบโต” ให้กับเงินลงทุน ทั้งนี้ ผลตอบแทนคาดหวังที่สูงถึง 8.7% จะทำให้เงินลงทุนโต 2 เท่าภายในเวลาเพียง 8 ปี
4.หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว – คาดว่าจะให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดหุ้นไทย แต่สังเกตว่าความผันผวนต่ำกว่ามากอยู่ที่ 18.6% มีผลตอบแทนเฉลี่ย 8.5% นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่พวกเราหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าหุ้นต่างประเทศ “เสี่ยง” มากกว่าหุ้นไทย แต่เมื่อเทียบตัวเลขความผันผวนแล้ว จะเห็นว่าหุ้นต่างประเทศน่าสนใจลงทุนนะครับ
5.กองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน – จัดอยู่ในกลุ่มการลงทุนทางเลือก (Alternative Investments) ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของกองทุนต่างๆ ทั่วโลก เพราะให้ผลตอบแทน 6-8% สูงกว่าดอกเบี้ยพันธบัตรมาก แต่มีความผันผวนต่ำเพียง 10-12% จึงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้าง “นิ่ง” แต่ต้องบอกก่อนว่าหลักทรัพย์กลุ่มนี้มีสภาพคล่องต่ำ จึงเหมาะกับนักลงทุนระยะยาวจริงๆ ที่พร้อมจะถือลงทุนตั้งแต่ 5-10 ปีขึ้นไป
ผมนำตัวเลขชุดนี้มาให้ดูเพื่อจะบอกว่า ในการบริหารพอร์ตแบบมืออาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพอร์ตขนาดใหญ่ที่ขยับตัวยาก หรือพอร์ตเงินออมของเราที่เตรียมไว้ใช้หลังเกษียณ เราควรคาดการณ์ผลตอบแทนและความเสี่ยงในระยะยาว เพื่อกำหนดสัดส่วนการลงทุนที่จะช่วยให้พอร์ตของเราให้ผลตอบแทนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี ควรมีพันธบัตร 55%+หุ้น 45% เป็นต้น
ทั้งนี้ หลักสำคัญคือหลักทรัพย์แต่ละประเภทมีบทบาทหน้าที่ต่างกัน เราจึงควรให้พอร์ตมีความหลากหลาย เช่น มีพันธบัตรไว้สร้าง “ความมั่นคง” มีหุ้นไว้สร้าง “ความเติบโต” และมีการลงทุนทางเลือกไว้สร้างดอกผลแบบนิ่งๆ ในระยะยาวครับ







