
‘เทค สตาร์ทอัพ’ ธุรกิจของเจนวาย
แนวโน้มนักธุรกิจหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจที่เรียกว่า เทค สตาร์ทอัพ (Tech Startup) มีมากขึ้นทุกที ถือเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกธุรกิจ ซึ่งไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีเทค สตาร์ทอัพเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
แนวโน้มนักธุรกิจหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจที่เรียกว่า เทค สตาร์ทอัพ (Tech Startup) มีมากขึ้นทุกที ถือเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกธุรกิจ ซึ่งไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีเทค สตาร์ทอัพเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
ไผท ผดุงถิ่น ผู้ก่อตั้งบริษัท บิลค์ เอเชีย และนายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (Thailand Tech Startup Association) เปิดเผยว่า ในขณะนี้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเทค สตาร์ทอัพในประเทศไทยมีจำนวนประมาณ 400-500 บริษัท โดยส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ หรือในกลุ่มเจนวาย หรือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523-2543 อายุ 15-35 ปี เป็นกลุ่มนักศึกษาจบใหม่จะนิยมทำธุรกิจเอง โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ
สำหรับประเทศไทย เทค สตาร์ทอัพ เป็นคำที่ถูกเรียกในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ขณะที่ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ มีการทำธุรกิจแบบเทค สตาร์ทอัพมาหลายปีแล้ว ซึ่งสิงคโปร์ถือเป็นตลาดหลักของการทำเทค สตาร์ทอัพของเอเชีย โดยการลงทุนธุรกิจจะระดมทุนผ่านเว็บไซต์ที่เปิดให้เอกชนและคนที่สนใจเข้ามาร่วมระดมทุนเป็นหุ้นส่วนธุรกิจเพื่อร่วมขยายธุรกิจด้วยกัน โดยเป็นการลงทุนที่ประเทศทั้งสหรัฐและยุโรปนิยมมากและประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นโมเดลที่เริ่มจากสหรัฐมาประมาณ 40 ปีก่อน
หากคนรุ่นใหม่ที่มีธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจ ก็สามารถระดมทุนผ่านทั้งเว็บไซต์ระดมทุนยอดนิยมอย่าง www.kickstarter.com และเว็บไซต์ www.indiegogo.com ที่การระดมทุนของกลุ่มเทค สตาร์พอัพ เงินลงทุนที่มีการลงทุนจะเริ่มตั้งแต่ 5-300 เหรียญสหรัฐ และก็สามารถที่จะดึงนักลงทุนจากทั่วโลกที่สนใจในธุรกิจเข้ามาร่วมลงทุนได้ทันที
ไผท ให้ความเห็นว่า สิ่งสำคัญที่การทำให้เทค สตาร์ทอัพในสหรัฐและยุโรปประสบความสำเร็จ อยู่ที่การส่งเสริมการทำธุรกิจใหม่ สร้างโมเดลธุรกิจแบบใหม่ และวัฒนธรรมของยุโรปและสหรัฐ ได้ปลูกฝังมาว่าธุรกิจล้มได้ การล้มเป็นเรื่องปกติ เพราะทำให้ได้เรียนรู้เรื่องใหม่มากขึ้น หากทำแล้ว 6 เดือนไม่ประสบความสำเร็จ ก็สร้างใหม่ได้ เพื่อการทดสอบและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่าง สตีฟ จ็อบส์ และมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก กว่าจะประสบความสำเร็จก็ผ่านจุดที่เคยล้มมาก่อน
"หากประเทศไทยปลูกฝังความคิดในเรื่องนี้ รวมถึงคนในเอเชียที่มองว่าการล้มในธุรกิจเป็นเรื่องปกติเกิดขึ้นได้ ก็ทำให้คนกล้าที่จะเริ่มลองเรียนรู้ใหม่มากขึ้น เพื่อพัฒนาและหาโอกาสใหม่ในธุรกิจได้ต่อไป"
ขณะที่หันมามองประเทศเพื่อนบ้านที่เทค สตาร์ทอัพเติบโตเร็ว คือ สิงคโปร์ มีรูปแบบธุรกิจ (โมเดล) ที่น่าสนใจมาก โดยรัฐบาลสิงคโปร์เปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน และรัฐบาลจะเข้าไปลงทุนในบริษัทต่างประเทศดังกล่าว 100% เพราะผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจากเทค สตาร์ทอัพมีสูงมาก โดยเฉพาะการดึงต่างชาติมาลงทุนในประเทศ เป็นการเปิดโอกาสธุรกิจใหม่ที่จะดึงเทคโนโลยีใหม่และความรู้ให้แก่ประเทศได้อย่างมหาศาล
หากถามถึงศักยภาพของประเทศไทยสู่การสร้างประเทศให้เป็นศูนย์กลางเทค สตาร์ทอัพของในอาเซียน มีโอกาสทำได้ เพราะรัฐบาลกำลังทำนโยบายดิจิทัล อีโคโนมีให้แก่ประเทศไทย และรัฐบาลจะมีกองทุนดิจิทัลเป็นวงเงิน 2-3 หมื่นล้านบาท จะเป็นโอกาสสร้างธุรกิจใหม่ได้อีกมาก ประกอบกับคนไทยมีศักยภาพและความสามารถสูงมาก ทั้งการออกแบบโปรแกรมต่างๆ การสร้างสรรค์ความคิดใหม่ และการลงทุนในประเทศไทยมีต้นทุนต่ำ รวมถึงตลาดไทยยังเล็กมีโอกาสโตอีกมาก
ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีเทค สตาร์ทอัพที่ระดมทุนประสบความสำเร็จ คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 80 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเป็นวงเงินประมาณ 2,400 ล้านบาท แต่หากเปรียบเทียบกับมาเลเซียระดมทุนได้ถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย 200-300 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าตลาดในไทยยังมีขนาดที่เล็กอยู่
แม้ว่าในขณะนี้ประเทศไทยมีเทค สตาร์ทอัพประมาณ 500 บริษัท มีประมาณ 1-2% ที่ธุรกิจกำลังไปได้ดีมาก และเติบโตดี 5-10% ธุรกิจกำลังขยายตัวและอยู่รอดแล้ว ส่วนอีก 80-90% มีทั้งที่ต้องปิดตัวและเปิดใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น แต่การส่งเสริมมากขึ้น เชื่อว่าตลาดของเทค สตาร์ทอัพไทยมีโอกาสขยายตัวสูงและเติบโตมากอย่างรวดเร็วในระยะยาว
“นักพัฒนาธุรกิจไทยสามารถก้าวไปสู่ซิลิคอนวัลเลย์ได้ และ “ไผท” เป็นหนึ่งในคนไทยที่เคยได้รับการเชิญจากซิลิคอน วัลเลย์ ประเทศสหรัฐ ให้เข้าร่วมโครงการ 500 Startups ของซิลิคอน วัลเลย์ มาแล้ว







