
'สมหมาย' ถอดใจ กนง.ลดดอกเบี้ยไม่ช่วยส่งออก
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ก่อนหน้าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ก็ออกมาเสนอว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรจะลดดอกเบี้ยลงอีกเพื่อช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลง จะช่วยลดแรงกดดันการส่งไม่ออกของสินค้าไทยให้ดีขึ้นได้
และเมื่อวันที่ 29 เม.ย. กนง.มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% จาก 1.75% เหลือ 1.5% แต่ รมว.คลัง ให้ความเห็นว่า การที่ กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% แม้อาจจะส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะช่วยผลักดันให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะขณะนี้สินค้าเกือบทุกอย่างทั่วโลกมีส่วนเกินความต้องการหรือล้นตลาด ทำให้ราคาสินค้าและบริการถูกลง จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะเร่งเรื่องการส่งออก
“การค้าขายการเล่นค่าของเงินเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมค่าเงินของประเทศต่างๆ จึงลดลงไปมาก แต่ก็มีปัจจัยอื่นที่สำคัญทั้งความสามารถการหาตลาด การปรับปรุงสินค้าให้มีความแปลกใหม่ มีคุณภาพ และตรงกับความต้องการของตลาด เป็นปัจจัยส่งเสริม
ส่งออกทั้งนั้น รวมทั้งการสนับสนุนสินเชื่อและโลจิสติกส์ การลดต้นทุน แม้กำไรของตัวเองก็ต้องลดลงเพื่อให้สามารถแข่งขันได้” สมหมาย กล่าว
แม้จะดูเหมือนยังไม่พอใจในค่าเงินบาทมากนัก และเหมือน รมว.คลัง จะทำใจแล้วว่าการส่งออกในปีนี้ โอกาสที่จะฟื้นตัวเป็นไปได้ยากมาก แต่ก็นับว่า รมว.คลัง โล่งใจระดับหนึ่ง ที่ กนง.ลดดอกเบี้ยลง ไม่ยืนกรานที่จะคงดอกเบี้ยเพียงเพราะเห็นว่าแม้จะลดดอกเบี้ยก็ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้าน ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ระบุว่า ที่ผ่านมา กนง.คงดอกเบี้ยไว้สูงเกินไป ขณะที่ประเทศอื่นปรับลดดอกเบี้ย จึงทำให้เงินบาทแข็งติดยอดดอยกระทบส่งออก ทำให้คนไทยเฮไปเที่ยวนอก ซื้อรถนำเข้า ซื้อแบรนด์เนม แต่ที่สุดแล้ว กนง.ก็ลดดอกเบี้ย ทั้งการประชุมเดือนก่อน และมาลดอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 29 เม.ย. นับว่า กนง.เริ่มมองเศรษฐกิจจากแง่มุมธุรกิจ เป็นมวยมากขึ้น จากเดิมที่มองเศรษฐกิจจากแง่มุมตำราเศรษฐศาสตร์เท่านั้น
“การปรับลดดอกเบี้ยของ กนง.เดินมาถูกทางแล้ว ถึงแม้จะตัดสินใจช้าไปมากก็ตาม แต่ช้าไปมาก ก็ยังดีกว่าดื้อหัวแข็งและไม่ทำอะไร และ ธปท.เองยังแก้ไขกฎระเบียบให้คนไทยถือครองเงินสกุลต่างชาติได้มากขึ้น เพื่อเปิดทางให้เงินบาทอ่อนลงได้อีกด้วย” ธีระชัย กล่าว
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้ สศค.ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดูภาพรวมเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงิน ภายหลังจาก กนง.ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.5% จะต้องพิจารณาจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน ว่าจะตอบรับเร็วทันทีหรือไม่ หากมีการปรับเร็วตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.5% ของ กนง.นั้น เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการส่งออก ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถขยายตัวได้ตามที่คาดไว้ ประกอบกับการลงทุนของภาคเอกชน และการบริโภคภายในประเทศของประชาชนไม่ได้มีการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ซึ่งการลดดอกเบี้ยลงในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนให้ภาคเอกชนและประชาชนมีต้นทุนในการกู้ยืมลดลง แต่ทั้งหมดนี้ต้องดูว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผ่านให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) และธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยทันทีหรือไม่
“การปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อีก 0.25% จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย ที่จะช่วยให้ภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนเพิ่มขึ้น และประชาชนอาจมีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่างๆ เนื่องจากต้นทุนในการกู้ยืมลดลงมามากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากที่ต่ำ จะช่วยกระตุ้นให้ภาคเอกชนและประชาชนนำเงินออกมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้น”







