posttoday
มาตรการแก้จน ชวนคนเป็นหนี้

มาตรการแก้จน ชวนคนเป็นหนี้

01 พฤษภาคม 2558

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนที่ขึ้นๆ ลงๆ ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนมากนัก ทำให้ต้องหันกลับมามองมาตรการแก้จนของรัฐบาลที่ต่อยอดเงินกองทุนหมู่บ้านกว่า 7 หมื่นแห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินกระจายทั่วประเทศ

การเติมเงินกองทุนหมู่บ้านครั้งนี้แยกเป็น 2 ส่วน ในส่วนแรกกองทุนหมู่บ้านที่มีผลการดำเนินงานดีกว่า 4 หมื่นแห่ง ที่ได้เงินเพิ่มทุนรอบที่ 3 จากเงินงบประมาณไปแล้ว จะมีการเติมเงินจากสินเชื่อของแบงก์รัฐผ่านธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แห่งละ 2 หมื่นล้านบาท รวมกัน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้ลงนามข้อตกลงการให้กู้เงินไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ แต่การเบิกเงินลงแต่ละกองทุนก็ต้องจับตาดูว่าจนถึงขณะนี้มีมากน้อยแค่ไหน

ทั้งนี้ ธนาคารรัฐทั้งสองแห่งจะปล่อยกู้ให้กับกองทุนหมู่บ้านแห่งละ 1 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 5% เป็นเวลา 5 ปี เพื่อไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านต่อเป้าหมายของการปล่อยกู้ แก้หนี้นอกระบบ ประกอบการอาชีพ และให้กู้กรณีฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถแก้จนเพิ่มรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

แต่การให้สินเชื่อไม่ได้เป็นเงินให้เปล่าเหมือนเงินงบประมาณ ต้องนำมาใช้คืน รวมถึงยังมีต้นทุนในการกู้ยืม ซึ่งจะทำให้กองทุนหมู่บ้านอาจจะไม่สนใจกู้เงินจากธนาคารออมสินแม้ว่าข้อมูลของรัฐบาลบอกว่า ที่ผ่านมากองทุนหมู่บ้านนำเงินที่ได้รับจากการจัดสรรจากเงินงบประมาณไปปล่อยสินเชื่อให้สมาชิกในอัตราดอกเบี้ย 5% สินเชื่อจากแบงก์รัฐก็เป็นการต่อยอดปล่อยกู้ให้กับสมาชิกกองทุนเพิ่ม

แต่ในความเป็นจริงมีกองทุนหมู่บ้านจำนวนมากที่นำเงินไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิกแบบไม่คิดดอกเบี้ย แต่มาตรการแก้จนครั้งนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านต้องเสียดอกเบี้ย 5% ทำให้ต้องตามประเมินว่าจะมีการมาขอสินเชื่อเหมือนกับเงินที่ได้ฟรีๆ ไม่มีต้นทุนหรือไม่

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ การแก้จนโดยการเปิดทางให้สร้างหนี้เพิ่ม เป็นภัยร้ายของหนี้ครัวเรือนให้เร่งตัวเพิ่มสูงขึ้น เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลไม่มีนโยบายสร้างหนี้เร่งใช้จ่าย หนี้ครัวเรือนของไทยยังขยับเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ นโยบายการให้กู้รายย่อย หรือนาโนไฟแนนซ์ ที่มีเอกชนสนใจยื่นขอใบประกอบกิจการจากกระทรวงการคลัง และได้รับการอนุมัติแล้ว 5 ราย  ก็เป็นการเปิดโอกาสให้คนเป็นหนี้ง่ายขึ้น

ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าแม้การก่อหนี้ภาคครัวเรือนในไตรมาส 4 ของปี 2557 ชะลอตัวลดลงจาก 3 ไตรมาสแรกของปี 2557 แต่หนี้สินภาคครัวเรือนก็ยังเพิ่มขึ้น เมื่อรวมสินเชื่อจากระบบสถาบันการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2557 มียอดหนี้ 10.22 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.7% หรือ คิดเป็น 84.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) คาดว่าหนี้สินครัวเรือนสิ้นปี 2557 จะสูงถึง 85% ของจีดีพี

สิ่งที่ต้องติดตาม คือ หนี้ครัวเรือนที่ใช้เพื่อการบริโภคสิ้นปี 2557 อยู่ที่ 8.34 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.5% โดยสินเชื่อกลุ่มนี้เริ่มเป็นหนี้เสียไม่ชำระ 3 เดือน ถึง 30% หรือประมาณ 1 ใน 3 ของสินเชื่อทั้งหมด นอกจากนี้ยังมียอดค้างหนี้บัตรเครดิตเกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้นเป็น 8,316 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 26% แสดงให้เห็นว่าหนี้เสียภาคครัวเรือนมีการเร่งตัวอย่างรวดเร็วส่งผลให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจะเป็นภัยร้ายทางเศรษฐกิจและปัญหาสังคมมากขึ้นรอบใหม่ ทำให้รัฐบาลบริหารให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วได้ยาก เพราะหนี้ครัวเรือนเป็นข้อจำกัดการดำเนินนโยบายทางการเงิน เพราะการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำจะเป็นการกระตุ้นการลงทุน และทำให้เงินบาทอ่อนช่วยการส่งออก แต่ในเวลาเดียวกันก็จะเป็นการกระตุ้นสินเชื่อภาคครัวเรือนให้สูงขึ้น

การแก้ปัญหาความยากจนโดยการสร้างหนี้ เป็นเรื่องที่ต้องทบทวนว่ามาถูกทางหรือไม่

มาตรการแก้จนควรเป็นมาตรการที่เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เลี่ยงการก่อหนี้ ซึ่งจะแก้ปัญหาตรงจุดมากกว่า และไม่เพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบเศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท