
แผน 5 ปีเพิ่มผลผลิตรายย่อย
สถาบันเพิ่มผลผลิตฯ ร่างแผนแม่บท 5 ปี มุ่งเพิ่มคุณภาพรายย่อยทั้งระบบ ดันไทยสุดยอดต้นแบบอาหารและการเกษตร
สถาบันเพิ่มผลผลิตฯ ร่างแผนแม่บท 5 ปี มุ่งเพิ่มคุณภาพรายย่อยทั้งระบบ ดันไทยสุดยอดต้นแบบอาหารและการเกษตร
นายสันติ กนกธนาพร ผู้อำนวยการ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย เปิดเผยว่า สถาบันซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บทร่วมกับกระทรวงเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทยระยะเวลา 5 ปี (2559-2563) โดยจะมุ่งให้ความสำคัญหลักในการเพิ่มผลิตภาพของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเป็นภาคธุรกิจเอกชนที่เป็นฐานเศรษฐกิจของไทยที่มีจำนวนมากที่สุด
สำหรับแผนแม่บทดังกล่าว คาดจะมีความชัดเจนภายใน 2 เดือนนับจากนี้ โดยในรายละเอียดของแผนมีการดึงต้นแบบ 3 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับด้านผลิตภาพของประเทศที่ยอดเยี่ยมในแต่ละด้าน คือ สิงคโปร์ ศูนย์กลางความยอดเยี่ยมด้านธุรกิจ ไต้หวัน ศูนย์กลางความยอดเยี่ยมด้านผลิตภัณฑ์สีเขียวและฟิลิปปินส์ ศูนย์กลางความยอดเยี่ยมด้านภาครัฐ รวมถึงประเทศอื่นๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับไทยด้วย
“แผนแม่บทฉบับนี้ ที่นอกจากจะให้ความสำคัญในการพัฒนาเพิ่มผลผลิตของเอสเอ็มอีไทยแล้ว ขณะเดียวกันยังจะมองไปถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศที่กำลังจะเข้าไปสู่สังคมผู้สูงวัย หรือเอจจิ้ง โซไซตี้ ในอนาคตด้วย” นายสันติ กล่าว
ขณะเดียวกันสถาบันยังถูกมอบหมายเพื่อเสนอให้ประเทศไทยเข้าแข่งขันความยอดเยี่ยมในการเป็นศูนย์กลางด้านอาหารและเกษตรกรรม จากความพร้อมของภูมิประเทศและความได้เปรียบในหลายๆ ด้าน ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ภายในระยะเวลาตามกรอบแผนแม่บทฯ ที่วางไว้ใน 5 ปี จากปัจจุบันไทยถูกจัดอันดับอยู่ที่ 30 ด้านการเพิ่มผลิตภาพจากจำนวน 66 ประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา
นายมาริ อะมาโน เลขาธิการองค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย(เอพีโอ) กล่าวว่า แนวทางของเอพีโอจะไปควบคู่ทั้งสองด้าน คือ การดำเนินงานร่วมกันระหว่างสองประเทศ (ไบลาเทรัล) และการดำเนินการข้ามชาติ (มัลติเนชั่น) ซึ่งแต่ละรูปแบบจะการจัดโครงการสำคัญๆ ในทุกปีอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่รัฐจะต้องกำหนดนโยบายการดำเนินการที่ชัดเจนออกมา
พร้อมกันนี้ เอพีโอยังได้ร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ 2020 หรือปี 2563 เพื่อสร้างการแข่งขันของชาติเอเชียในภาพรวมโดยให้มีผลิตภาพสูงขึ้น คาดจะมีความชัดเจนภายในเดือนมิ.ย.นี้ ภายใต้กรอบเมืองแห่งอนาคตร่วมกัน







