500 ตุ๊กตุ๊ก ทุ่ม 300 ล้าน ปั้นสตาร์ทอัพสัญชาติไทย
นักพัฒนาควรทำสินค้าที่รองรับความต้องการของตลาด เพื่อเข้าถึงได้ง่ายและเจาะตลาดได้แบบทันที
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ข้อมูลจากสมาคมผู้ร่วมลงทุนแห่งชาติสหรัฐ และไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส (PWC) กล่าวถึง ตัวเลขการระดมทุนให้กับสตาร์ทอัพของสหรัฐอเมริกา ในปี 2557 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 4.83 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ประมาณ 30% ถือว่าเป็นปีที่มีการระดมทุนได้สูงสุดในรอบทศวรรษของการมีธุรกิจประเภทนี้เกิดขึ้นมา โดยเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมนี้และมีจำนวนของนักธุรกิจหน้าใหม่ เข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าสิ้นปีนี้ตัวเลขของการเพิ่มขึ้นจะไม่น้อยกว่า 50%
สหรัฐอเมริกาถือเป็นต้นแบบในการลงทุนให้กับสตาร์ทอัพ และได้แพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย
ไคลี อึง ที่ปรึกษา 500 สตาร์ทอัพ และที่ปรึกษา 500 ตุ๊กตุ๊ก กล่าวว่า นโยบายหลักของ 500 สตาร์ทอัพ คือ เป็นกองทุนสนับสนุนนักพัฒนาด้านเทคโนโลยีระดับชั้นนำของโลก ซึ่งลงทุนไปแล้ว กว่า 1,000 บริษัท ใน 50 ประเทศทั่วโลก โดยเลือกจากบริษัทที่มีแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จในสหรัฐ และในอนาคตตั้งเป้าลงทุนอีก 1,000 บริษัท เน้นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ละตินอเมริกา และตะวันออกกลาง
“สำหรับประเทศไทย เรามองหาบริษัทที่มีศักยภาพและเหมาะแก่การเข้าไปร่วมลงทุน เพราะยังมีนักลงทุนจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จในสายงานนี้ไม่ว่าจะเป็น อุ๊คบี หรือบิลค์ ต่างก็ต้องการที่จะเข้าไปสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้ในช่วงแรก (Seed Stage) เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจให้เติบโตได้ แบ่งเป็นนักลงทุนในประเทศกว่า 90% อีก 10% ที่เหลือเป็นนักลงทุนต่างชาติ เพื่อให้การช่วยเหลือธุรกิจในประเทศนี้” ไคลี กล่าว
ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุ๊คบี และผู้จัดการกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก กล่าวเสริมว่า มูลค่าของกองทุนนี้อยู่ที่ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 300 ล้านบาท และยังเปิดรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่สนใจในธุรกิจนี้ โดยเน้นนักลงทุนไทยเป็นหลัก
“ตอนนี้ 500 ตุ๊กตุ๊ก ได้ลงทุนไปแล้ว ใน 3 บริษัท คือ บลิสบี (Blisby) เว็บไซต์ตลาดออนไลน์ที่รวมของแฮนด์เมดและงานฝีมือจากศิลปินไทย โอมิเซ (Omise)ผู้ให้บริการเพย์เมนต์เกตเวย์และฮับบ้า (Hubba) พื้นที่เช่าสำหรับทำงานและสัมมนา (Co-working Space) ซึ่งแต่ละบริษัทจะลงหุ้นประมาณ 5% หรือมูลค่า 1-3 ล้านบาท/ราย และมีแผนจะลงทุนเพิ่มอีก 10-20 ราย ภายในปีนี้คาดว่าในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า จะลงทุนในกลุ่มนี้ทั้งหมด 50-60 บริษัท” ณัฐวุฒิ กล่าว
เรืองโรจน์ พูนผล อดีตผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท กูเกิล สหรัฐ อเมริกา และผู้จัดการกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก กล่าวว่า มีหน่วยงานจำนวนมากที่ต่างประเทศต้องการเข้ามา สนับสนุนนักธุรกิจไทย ทั้งด้านเครื่องมือการทำงาน และความรู้ที่มีประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เพื่อให้นักธุรกิจหน้าใหม่สามารถสร้างธุรกิจได้จนประสบความสำเร็จ
“แนวทางการคัดเลือกบริษัทที่จะเข้าไปลงทุน คือ 1.เป็นบริษัทที่มีทีมงานที่ดี 2.มีสินค้าที่ชัดเจนและมีฐานลูกค้าบ้างแล้ว และ 3.มีรูปแบบธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้ โดยธุรกิจของสตาร์ทอัพที่มีความน่าสนใจ จะต้องรองรับเทรนด์การใช้งานมือถือที่เพิ่มขึ้นในประเทศ มีช่องทางการชำระเงินหรือเพย์เมนต์เกตเวย์และระบบโลจิสติกส์ที่ดี ถือว่าเป็นส่วนเสริมของการเติบโตได้อย่างแน่นอน” เรืองโรจน์ กล่าว
สำหรับเทรนด์ของแอพพลิ เคชั่นที่มองว่ามีโอกาสการเติบโตในอนาคต ได้แก่ ระบบการขายของหรือรองรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก และมีโอกาสโตสูง แอพพลิเคชั่นแบบโซเชียลมีเดีย เพราะสังคมไทยยังนิยมการสื่อสาร และระบบซอฟต์แวร์สำหรับการคำนวณแบบบีทูบี เช่น ระบบคำนวณบัญชีรายรับรายจ่าย ภาษีและสต๊อกสินค้า เพราะกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีต้องการซอฟต์แวร์รองรับการทำงานแบบทันทีและพร้อมจ่าย
นักพัฒนาควรทำสินค้าที่รองรับความต้องการของตลาด เพื่อเข้าถึงได้ง่ายและเจาะตลาดได้แบบทันที ประตูแห่งความสำเร็จก็ย่อมเปิดกว้างขึ้นแน่นอน







