
โตโยต้า เวลไฟร์ นุ่มนวลชวนฝัน
ได้ฤกษ์นำเข้ามาทำตลาดเสียทีสำหรับ “โตโยต้า อัลพาร์ด” และ “โตโยต้า เวลไฟร์”
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
ได้ฤกษ์นำเข้ามาทำตลาดเสียทีสำหรับ “โตโยต้า อัลพาร์ด” และ “โตโยต้า เวลไฟร์” โดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย หลังจากที่ปล่อยให้ผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ (เกรย์มาร์เก็ต) โกยยอดขายมาอย่างยาวนาน จึงเป็นโจทย์ใหญ่สำคัญที่ “โตโยต้า” จะต้องแก้เกมให้ได้ในเวลานี้เพื่อให้ไปถึงตามเป้าหมายที่วางไว้ 700 คัน/ปี
ภายหลังการเปิดตัวเมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมาของทั้งสองรุ่นดังกล่าว ล่าสุดได้จัดให้คณะสื่อมวลชนได้ลองสัมผัสกันบนเส้นทาง กรุงเทพฯ-ปราณบุรี ระยะทางรวมกว่า 300 กม. ซึ่งครั้งนี้ “โพสต์ทูเดย์” ได้ลองขับในรุ่น “โตโยต้า เวลไฟร์” เป็นหลัก จึงขอหยิบยกขึ้นมานำเสนอเป็นหลักแล้วกัน
ก่อนอื่นเลยขอเข้าเรื่องรูปลักษณ์หน้าตาภายนอกเมื่อแรกเห็นกันก่อน ถึงการออกแบบดีไซน์ใหม่ของรถยนต์คันนี้ที่ดูมีความดุดันยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าโครเมียม ไฟหน้าแอลอีดีพร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (เดย์ไทม์รันนิ่งไลต์) ไฟท้ายแอลอีดีแบบรมดำ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว รวมถึงหลังคามูนรูฟคู่ โดดเด่นสะดุดตาเมื่ออยู่บนท้องถนน ด้วยการเพิ่มความยาว เพิ่มระยะฐานล้อของตัวรถ รวมถึงเพิ่มขนาดของล้อให้ใหญ่ขึ้น ขณะที่ความสูงลดลงนิดหน่อย ส่งผลให้ดูโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น และห้องโดยสารมีพื้นที่กว้างขึ้นจากเดิม
ขณะที่ภายในห้องโดยสาร กว้างขวางสะดวกสบาย เข้าออกง่ายด้วยความสูงของพื้นกับตัวรถที่ต่ำ ให้สีสันภายในเป็นสีดำตัดกับลายไม้ ส่วนตำแหน่งเบาะที่นั่งเป็นเบาะหนังปรับไฟฟ้าแยกอิสระทุกที่นั่ง ซึ่งสามารถปรับและพับเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้หลายหลาก ซึ่งในจุดนี้ส่วนที่ชอบคือ เบาะที่นั่งในตำแหน่งคู่หน้าเสมือนเก้าอี้นักบินให้ความโอบกระชับนุ่มสบาย โดยเบาะคนนั่งด้านหน้ามีที่รองขาเพื่อรองรับสรีระอีกด้วย อีกจุดหนึ่งที่ชอบคือความเงียบภายในห้องโดยสารที่เมื่อวิ่งอยู่บนความเร็ว 120 กม./ชม. ก็ยังเงียบสนิทอย่างน่าประหลาดใจ
ส่วนเบาะที่นั่งแถวที่ 2 เสมือนหนึ่งเป็นที่นั่งบนเครื่องบินในชั้นธุรกิจ (บิซิเนสคลาส) ซึ่งออกแบบให้มีพื้นที่ส่วนตัวและสามารถปรับได้กึ่งเอนนอนพร้อมที่รองขาเช่นกัน ซึ่งตำแหน่งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริหาร หรือไม่ก็ญาติผู้ใหญ่ประจำบ้าน ที่ในตำแหน่งดังกล่าวนี้ถือเป็นตำแหน่งที่นั่งสบายที่สุด นอกจากนั้นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสารถือได้ว่าให้มาครบครันเป็นต้นด้วยระบบความบันเทิงที่สามารถรองรับได้ทุกการเชื่อมต่อพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว (ด้านหน้า) และจอแอลอีดี ขนาด 10.2 นิ้ว (ด้านหลัง) พร้อมลำโพง 8 จุดรอบคัน ระบบปรับอากาศดิจิทัล ปรับแยกโซนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ส่วนสมรรถนะเครื่องยนต์ มีการร่วมมือกับทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของประเทศญี่ปุ่นเพื่อพัฒนารถยนต์คันนี้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย ด้วยเครื่องยนต์ใหม่รหัส 2AR-FE 4 สูบ 16 วาล์ว Dual VVT-i ขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 235 นิวตัน-เมตร ที่ 4,100 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT 7 สปีด อย่างไรก็ตาม “โตโยต้า” เคลมว่า เครื่องยนต์ใหม่นี้ได้ปรับจาก VVT-i ธรรมดา เป็น Dual VVT-i และให้แรงม้าเพิ่มขึ้น 10 ตัว และรองรับน้ำมัน อี20
ด้านสมรรถนะการขับขี่ การตอบสนองมาตามรอบของเครื่องยนต์เน้นความต่อเนื่องไหลลื่นทำได้ดี หากแต่เมื่อช่วงจังหวะเร่งแซงอาจจะต้องคำนวณระยะให้ดีสักนิด เพราะด้วยน้ำหนักตัวรถและความจุสัมภาระ รวมถึงปริมาณผู้โดยสารอาจทำให้ไม่ได้ตอบสนองทันใจมาไวตามน้ำหนักเท้าเท่าไรนัก ซึ่งก็มีเกียร์แบบสปอร์ตโหมด มาให้ใช้เมื่อต้องการเรียกความเร็ว
ขณะที่ช่วงล่างถือได้ว่าโดดเด่นด้วยการปรับช่วงล่างด้านหลังให้เป็นแบบดับเบิ้ลวิชโบน (Double Wishbone) ที่แยกอิสระซ้าย-ขวา เพิ่มความนุ่มนวลได้มากขึ้น ซึ่งแม้จะอยู่บนความเร็วหลักเกิน 100 กม./ชม. ก็ยังรู้สึกเสมือนรถหยุดนิ่งด้วยความนุ่มนวลระดับนั้นก็ไม่ปาน หากแต่การขับขี่ช่วงจังหวะเข้าโค้งอาจมีบ้างที่รู้สึกวาบหวิวในย่านความเร็วสูง ถ้าแตะเบรกก่อนเข้าคุมความเร็วให้ดีก็สบายใจได้หายห่วง
กระนั้นเองลูกเล่นไฮเทคโนโลยีรวมถึงระบบความปลอดภัยยังมีมาให้อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Auto Stop and Start ระบบ Hold Brake ระบบควบคุมการทรงตัวอัจฉริยะ (VSC) ระบบป้องกันเบรกล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (HAC) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC)
อีกคำถามที่หลายคนสงสัยว่า แล้วซื้อกับ “โตโยต้า” แล้วจะดีกว่าอย่างไร สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์ทั้งสองรุ่นจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จะได้รับ “เอกสิทธิ์เหนือระดับ The Ultimate Experience” ที่ให้สิทธิประโยชน์กับพันธมิตรร้านค้า โรงแรม กิจกรรมอื่นๆ ชั้นนำอีกมากมาย
ขณะที่หากผู้ที่ซื้อรถยนต์กับเกรย์มาร์เก็ตแล้วนำเข้ามารับการบริการที่ “โตโยต้า” จะต้องเสียค่าแรงเพิ่มขึ้นกว่าปกติ 3 เท่าตัว รวมถึงสิทธิต่างๆ ทั้งเรื่องอะไหล่ เอกสิทธิ์ต่างๆ จะได้น้อยกว่าซื้อกับ “โตโยต้า” อย่างแน่นอน
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าด้วยการออกแบบให้มีความเหมาะสมกับประเทศไทยของ “โตโยต้า เวลไฟร์” รวมถึงเอกสิทธิ์เหนือระดับที่โตโยต้ามอบให้สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์กับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย รวมถึงสมรรถนะการขับขี่และความนุ่มนวลชวนฝันของช่วงล่างที่โดดเด่น อีกทั้งความครบครันของอุปกรณ์ที่มีมากมายพอกับความต้องการ ด้วยราคาค่าตัวอยู่ที่ 3.39 ล้านบาท ถือได้ว่าเหมาะสมกับผู้บริหารหรือเป็นรถยนต์คันที่ 2 สำหรับครอบครัวไว้เดินทางกันพร้อมหน้าพร้อมตากันก็น่าสนใจไม่น้อย







