
เมินรับซื้อไฟฟ้าเอสพีพีเพิ่ม
เรกูเลเตอร์ลั่นยึดมติกพช. ต่อสัญญาใหม่คงอัตรา20%
เรกูเลเตอร์ลั่นยึดมติกพช. ต่อสัญญาใหม่คงอัตรา20%
เรกูเลเตอร์ปัดรับข้อเสนอเอสพีพี เดินหน้าซื้อไฟฟ้าไม่เกิน 20 เมกะวัตต์/ราย
นายไกรสีห์ กรรณสูต กรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือเรกูเลเตอร์ เปิดเผยว่า นโยบายการต่อสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (เอสพีพี) จะยังคงเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 16 ก.พ. 2558 เนื่องจากที่ผ่านมามีการส่งเสริมให้เอสพีพีผลิตไฟฟ้าและไอน้ำที่เน้นป้อนให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลักแต่ปรากฏว่ามีการจำหน่ายไฟฟ้าที่เหลือให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในปริมาณที่สูงเกินไป
“นโยบายเดิมยังไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่เช่นนั้นภาระจะไปอยู่ที่ผู้ใช้ไฟฟ้า ประกอบกับในช่วงนั้นสำรองไฟก็สูงอยู่แล้วด้วย หากรับซื้อเพิ่มก็เป็นภาระอีก ส่วนจะให้เอสพีพีอยู่ได้หรือไม่ได้ ก็คงจะต้องมาพิจารณาร่วมกัน” นายไกรสีห์ กล่าว
ทั้งนี้ มติ กพช.วันที่ 16 ก.พ. 2558 กำหนดแนวทางต่อสัญญารับซื้อไฟฟ้าเอกชนเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.เอสพีพีที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาภายในปี 2560-2561 เห็นควรให้ได้รับการต่ออายุสัญญาเดิมออกไปอีก 3-5 ปี โดยรับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากการขายให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมเข้าสู่ระบบของ กฟผ.ในปริมาณที่น้อยสุด ด้วยสัญญาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
2.เอสพีพีที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาภายในปี 2562-2568 เห็นควรให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่เดิมหรือพื้นที่ใกล้เคียง แต่ต้องเป็นโรงไฟฟ้าที่มีสถานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม หรือกลุ่มโรงงานขนาดใหญ่ที่มีการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำหรือน้ำเย็นปริมาณมากเท่านั้น โดยสัญญาใหม่จะมีอายุไม่เกิน 20 ปี กำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าไม่ให้สูงกว่าโรงไฟฟ้าไอพีพี และรับซื้อไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 20% ของกำลังการผลิตของสัญญาเดิม
นายไพทูร ไพศาลสุขวิทยา อุปนายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กล่าวว่า หลังสมาคมยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กพช. เพื่อทบทวนมติ กพช.วันที่ 16 ก.พ. 2558 ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ โดยเฉพาะประเด็นที่เอสพีพีขอให้ภาครัฐหรือ กฟผ.ต่อสัญญารับซื้อ
ไฟฟ้าใหม่จากเอสพีพีเพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 60 เมกะวัตต์/ราย จากมติ กพช.ที่กำหนดรับซื้อเพียง 20% ของกำลังการผลิต หรือ 20 เมกะวัตต์/ราย
“เอกชนคงไม่มีความหวังอะไรแล้ว การเจรจาที่ผ่านมาก็ไม่ได้ผล ดังนั้นการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่มูลค่า 1 แสนล้านบาท คงจะต้องจบลง และต้องทยอยเลิกจ้างคนงานกว่า 1,000 คน ในที่สุด” นายไพทูร กล่าว







