
MFCเตรียมคลอด2กองทุนอสังหาฯปีนี้
บลจ.เล็งคลอดกองทุนอสังหาริมทรัพย์อีก 2 กองทุน มูลค่ารวม 4 พันล้านบาท ชี้ผลตอบแทนยังสูง 7-8%
บลจ.เล็งคลอดกองทุนอสังหาริมทรัพย์อีก 2 กองทุน มูลค่ารวม 4 พันล้านบาท ชี้ผลตอบแทนยังสูง 7-8%
นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) เอ็มเอฟซี เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มอีก 2 กองทุนภายในปีนี้ โดยยังเน้นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนในกรรมสิทธิ์ (Free Hold) คลังสินค้ากับออฟฟิศสำนักงาน มูลค่ากองละประมาณ 1,500– 2,000 ล้านบาท
สำหรับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทคลังสินค้าคาดว่าจะเปิดขายได้ในไตรมาส 3 นี้ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 7 – 8% และมีการรับประกันค่าเช่าให้กับกองทุนด้วย เพื่อความสบายใจของผู้ลงทุน ส่วนสินทรัพย์ประเภทโรงแรมต้องชะลอแผนออกไปก่อน เพราะภาคการท่องเที่ยวยังถูกกระทบในช่วงที่ผ่านมาและอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 6 เดือน จึงจะฟื้นตัวได้ ที่สำคัญในช่วงปลายปีทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็มีแผนจะออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองอีก บริษัทจึงอยากจะติดตามดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง
นายพิชิต กล่าวว่า ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากยังอยู่ระดับต่ำ เมื่อเทียบกับอัตราเงินปันผลของตลาดหุ้นอยู่ที่ประมาณ 3.4 – 3.5% ขณะที่ผลตอบแทนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โดยรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 7.7-9% และเป็นการลงทุนโดยมีอสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกัน มีกระแสเงินสดที่ดีและจ่ายผลตอบแทนที่สม่ำเสมอให้กับผู้ลงทุนได้
นายศุภกร สุนทรกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวว่า กองทุนอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ (REIT) ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุน ซึ่งเอ็มเอฟซีมีกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลเอสเตส ฟันด์ (I-REIT) เป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน หากมองผลตอบแทนของกองทุน REIT โลก ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (18 มิ.ย. 53) อยู่ที่ 5.44% ในขณะที่ตลาดหุ้นโลก (MSCI AC World) ติดลบ 4.43% ดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่ (MSCI EM) ติดลบ 3.64% ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ (RICI) ติดลบ 6.50% ซึ่งสะท้อนให้เห็นสัญญาณฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่การลงทุนต้องเลือกภูมิภาค เพราะผลตอบแทนต่างกัน แม้ภาพรวมทั่วโลกจะเป็นบวก โดย REIT ในอเมเริกาเหนือและเอเชียเริ่มน่าสนใจขึ้น แต่ยังต้องเลี่ยงยุโรป
“ราคาอสังหาริมทรัพย์ได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วและกำลังเริ่มปรับตัวขึ้น เพราะหากดูผลตอบแทนของ REIT แต่ละภูมิภาคย้อนหลัง 3 ปี พบว่ายังติดลบอยู่ตั้งแต่ลบ 38.63 ถึงลบ63.62% ราคาจึงยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกมากในอนาคต”นายศุภกร กล่าว







