
ส่องธุรกิจ "โดดเด่น-ดาวดับ" ครึ่งหลังปี58
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ สุขภาพและความงาม จะโดดเด่นมากที่สุด
โดย...ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์
วาทิตร รักษ์ธรรม อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย “10 ธุรกิจดาวเด่น 10 ธุรกิจดาวร่วง” ในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 พบว่าธุรกิจที่มีแนวโน้มเป็นดาวรุ่งอันดับ 1 ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ สุขภาพและความงาม จะโดดเด่นมากที่สุด เนื่องจากกระแสการดูแลสุขภาพและการดูแลความงามมีมากขึ้น ประกอบกับการให้บริการด้านการแพทย์ของไทยมีคุณภาพดี ราคาไม่แพงในสายตาของชาวไทยและต่างชาติ อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ดาวรุ่งอันดับ 2 ได้แก่ ธุรกิจนำเที่ยวในประเทศ เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวโดยรวมในแต่ละปีมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น
ธุรกิจที่มีแนวโน้มเป็นอันดับ 3 ได้แก่ โรงแรม ร้านอาหาร เป็นผลจากธุรกิจท่องเที่ยว และความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เกื้อหนุนให้โรงแรมและร้านอาหารเติบโต
อันดับ 4 ธุรกิจบริการการศึกษา เช่น โรงเรียนสอนภาษา สอนคอมพิวเตอร์ เพราะคนต้องการเรียนรู้มากขึ้นในยุค ไอที รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
อันดับ 5 ธุรกิจประกันชีวิต/ประกันภัย เนื่องจากเป็นช่องทางในการลดหย่อนภาษี ให้ผลตอบแทนที่จูงใจนักลงทุน และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเป็นทางเลือกให้ประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีดาวรุ่งอื่นๆ ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ธุรกิจธนาคารพาณิชย์/บริษัทหลักทรัพย์/บริษัทจัดการกองทุน ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจการผลิตสื่อออนไลน์ (ดิจิทัลคอนเทนต์) ตามลำดับ
ขณะที่ธุรกิจดาวร่วงของปี 2558 ที่ดูเหมือนจะเป็นธุรกิจที่ไร้อนาคต และมีผลตอบแทนจากการลงทุนที่น้อยลง อันดับ 1 ได้แก่ ธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร และจำหน่ายปัจจัยการผลิต เนื่องจากราคาผลิตผลทางการเกษตรตกต่ำ อุปกรณ์และชิ้นส่วนของไทยมีราคาสูง โดยมีคู่แข่งเป็นสินค้าจากจีนที่มีราคาถูกกว่า
ดาวร่วงอันดับ 2 ได้แก่ ธุรกิจขายปลีก/ให้เช่าสื่อบันเทิงประเภทซีดี ดีวีดี เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีการดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ ที่ง่ายและรวดเร็วกว่า
อันดับ 3 ธุรกิจแปรรูปยางพารา เนื่องจากผลผลิตยางในตลาดโลกมีมาก และความต้องการยางพาราในตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงจีนชะลอการนำเข้าสินค้าจากไทย
อันดับ 4 ธุรกิจขายรถมือหนึ่ง และเต็นท์รถมือสอง ซึ่งเป็นผลจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพสูง ปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และสถาบันการเงินระวังการปล่อยสินเชื่อ ทำให้การอนุมัติสินเชื่อประเภทนี้ลดลง
อันดับ 5 ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์/จักรยานยนต์ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับธุรกิจขายรถยนต์
สำหรับธุรกิจดาวร่วงอื่นๆ ได้แก่ ธุรกิจติดตั้งก๊าซแอลพีจี ธุรกิจปั๊มแอลพีจี สาเหตุเพราะราคาน้ำมันลดลง ธุรกิจสายการบินแบบเช่าเหมาลำ สาเหตุเพราะไทยบกพร่องต่อมาตรฐานความปลอดภัย ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง สาเหตุเพราะการกีดกันทางการค้า และธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เพราะกำลังซื้อชะลอตัวและต้นทุนการผลิตสูง ตามลำดับ
วาทิตร ชี้แจงว่า เกณฑ์การพิจารณาว่าธุรกิจไหนเป็นดาวรุ่ง ดาวร่วง ดูจากการเปลี่ยนแปลงของยอดขาย/รายได้ การเปลี่ยนแปลงของต้นทุน/ค่าใช้จ่าย ความสามารถในการทำกำไร ความทนทานต่อความเสี่ยง/ความไม่แน่นอน และการได้รับประโยชน์จากแนวโน้มความเป็นไปของโลก (Mega Trend)
สร้างธุรกิจอย่างไร ในภาวะศก.ติดลบ
เราจะสร้างธุรกิจให้เจริญเติบโตได้อย่างไรในภาวะเศรษฐกิจที่ติดลบ น่าจะกลายเป็นคำถามหลักที่ผู้ประกอบการจะต้องขบคิด
“อิงค์ควิตี้” ที่ประกาศตัวว่า เป็น Entrepreneur’s Handbook ทุกสิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ ได้เสนอถึง 7 วิธีการ ที่จะช่วยสร้างธุรกิจให้เติบโตได้ในสภาวะเศรษฐกิจขาลง โดยนำข้อเสนอแนะ 7 วิธีการของ Jennifer Bosavage ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชั่นการค้าปลีก ไอทีและการตลาด ที่ได้รับการยอมรับว่าแก้ได้ตรงจุดและมีบริษัทชั้นนำในอเมริกานำไปใช้ในช่วงวิกฤตซับไพรม์จนสร้างธุรกิจให้เดินหน้าไปได้
1.ทำการหาลูกค้าใหม่ เพราะการมีลูกค้ามากขึ้นก็เสมือนการขยายฐานพีระมิดให้มั่นคงยิ่งขึ้นนั่นเอง ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยอาจจัดตั้งทีมขึ้นมาสักหนึ่งทีมทำหน้าที่เสมือนกับพนักงานขายในห้างสรรพสินค้า แต่มีอะไรที่เหนือมากกว่าพนักงานขายทั่วไป ทำหน้าที่ค้นหาและสร้างลูกค้ารายใหม่ขึ้นมา การได้ลูกค้ารายใหม่เข้ามาจะทำให้สามารถกำหนดและสร้างตลาดในกลุ่มใหม่ๆ ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ จะต้องพิจารณาการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และคุณภาพที่เหนือกว่าสินค้าที่เจาะตลาดกลุ่มใหญ่ เพื่อสร้างตลาดเฉพาะกลุ่มขึ้นมา แต่ต้องไม่ใช่แข่งด้วยการตัดราคาสินค้าให้ต่ำลง
จงจำไว้ว่า ยิ่งเศรษฐกิจมีภาวะถดถอยมากเท่าไร ยิ่งต้องหาลูกค้ารายใหม่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
2.การจัดการเงิน ส่วนสำคัญที่สุดที่ต้องดูคือ “กระแสเงินสดของบริษัท” เพราะในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเงินจะเป็นสิ่งที่หายากมาก
ดังนั้น การจัดการควบคุมการใช้จ่ายเงินในบริษัทต้องทำอย่างรัดกุมและคุ้มค่าต่อเม็ดเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสเงินสดที่หมุนเวียนจะต้องดูแลจัดการให้ดีมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะต้องนำเงินส่วนนี้ไปจ่ายเป็นค่าสาธารณูปโภคต่างๆ จ่ายเงินเดือนพนักงาน ซื้อวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิต ชำระสินเชื่อ หากบริษัทขาดสภาพคล่องควรรีบหาเงินมาสำรองจ่ายไปก่อนในทันที เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจที่อาจหยุดชะงัก ซึ่งหมายถึงรายได้ที่จะหายตามไปด้วย
ปัญหาสำคัญที่สุดที่พบบ่อยมากที่เป็นอุปสรรคขัดขวางในเรื่องกระแสเงินสดหรือแคชโฟลว์ก็คือ ลูกค้าจ่ายเงินชำระล่าช้านั่นเอง นั่นจึงต้องมีการเกาะติดและแก้ไข
3.กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน การกำหนดเป้าหมายและวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเปรียบเสมือนการวางแผนการล่วงหน้าอย่างคร่าวๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้น และสามารถนำมาคำนวณตัวเลขรายรับทางบัญชีได้ล่วงหน้าด้วย
4.ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิตสินค้า หรือนำมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ให้เกิดความเหมาะสม เพื่อช่วยสร้างความเจริญเติบโตก้าวหน้าให้บริษัท และเป็นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไปในตัวอีกด้วย บริษัทที่ต้องการประสบความสำเร็จมักจะไม่หยุดนิ่งในยามวิกฤต
5.ปรับปรุงการบริการลูกค้า หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า การปรับปรุงการบริการลูกค้าไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ควรทำในช่วงเศรษฐกิจขาลง แต่ควรหันไปประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอดน่าจะดีกว่า แต่ถ้าจะทำให้ธุรกิจเจริญเติบโต ต้องเลิกความคิดดังกล่าว เพราะในสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ผู้คนมักไม่อยากลงทุนและไม่ใช้สินค้าหรือบริการที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากนัก ยิ่งต้องทำให้ธุรกิจต้องเร่งปรับปรุงและดูแลเอาใจใส่ลูกค้าให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อรักษาลูกค้าเดิมที่เป็นรายได้หลักเอาไว้นั่นเอง
6.ลงทุนในการฝึกอบรมพนักงาน ถือเป็นการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันอีกทางหนึ่ง เพราะพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมจะมีความรู้เพิ่มและกระตือรือร้นที่จะนำวิชาความรู้ที่ได้มาใช้ในหน้าที่การงาน
7.จัดระบบการขายหรือตัวแทนจำหน่าย อย่าลืมว่า ในการค้าขายสินค้าทั่วไปนั้น ตัวแทนจำหน่ายหรือซัพพลายเออร์ มีอิทธิพลและอำนาจในการต่อรองค่อนข้างสูง อาจตั้งเงื่อนไขในการจำหน่ายสินค้าให้ จึงต้องมีการพูดคุยให้แต่ละฝ่ายมีผลประโยชน์ที่ไปด้วยกันได้ บางทีตัวแทนจำหน่ายอาจช่วยเหลือเราทางด้านเทคนิค หรือแม้แต่กระทั่งด้านการเงินก็เป็นไปได้
การสร้างธุรกิจให้เจริญเติบโตในภาวะเศรษฐกิจขาลง หลายคนอาจจะคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราเชื่อว่าสามารถทำได้ ความสำเร็จก็คงไม่ไกลจากตัวเราสักเท่าไรนัก นี่คือข้อแตกต่างระหว่างคนประสบความสำเร็จกับคนธรรมดาทั่วไป







