
สหรัฐฮิต ‘เอ็นโทพรีเนอร์ส’ เทรนด์ตอบโจทย์กินแมลง
ท่ามกลางความพยายามในการนำเสนออาหารทางเลือกใหม่ๆ หนึ่งในทางเลือกที่มาแรงที่สุดขณะนี้ ก็คือ “แมลง”
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ท่ามกลางความพยายามในการนำเสนออาหารทางเลือกใหม่ๆ และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพในตลาดสหรัฐ หนึ่งในทางเลือกที่มาแรงที่สุดขณะนี้ ก็คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เรียกว่า “แมลง” เพราะเป็นแหล่งทดแทนโปรตีนคุณภาพดี ไขมันต่ำ และราคาถูก
แนวโน้มดังกล่าว จึงนำไปสู่กระแส “เอ็นโทพรีเนอร์ส” (Entopreneurs) หรือก็คือผู้ประกอบการหน้าใหม่ขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ในสหรัฐที่ก้าวเข้ามาเริ่มต้นทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงและแปรรูปอาหารจากแมลงทั้งหลาย เช่น หนอนยักษ์ หนอนนก และจิ้งหรีด
โมนิกา มาร์ติเนซ เจ้าของสินค้า “ดอน บักกีโต” ขนมขบเคี้ยวทำจากหนอนหรือแมลงอบกรอบปรุงรส รสชาติต่างๆ อย่าง หนอนยักษ์รสพริก หนอนยักษ์เคลือบช็อกโกแลต และจิ้งหรีดโรยเกลือ สไตล์เม็กซิโกที่ผลิตและวางขายทั่วซานฟรานซิสโกในปี 2011 กล่าวว่า ผู้บริโภคสหรัฐเริ่มเปิดรับขนมขบเคี้ยวประเภทนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ยืนยันได้จากยอดขายของดอน บักกีโต ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หนึ่งในลูกค้าของดอน บักกีโต ซึ่งมีโอกาสลิ้มลองจิ้งหรีดอบกรอบรสพริกมะนาวยอมรับว่ารสชาติไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดไว้ตอนแรก โดยแม้ขนมขบเคี้ยวนี้จะไม่ใช่ตัวเลือกลำดับแรกสุดที่ตนจะทานทุกวัน แต่อาหารเหล่านี้ก็นับเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวทีเดียว
ด้าน มีแกน มิลเลอร์ ผู้ประกอบการ “บิตตี ฟู้ดส์” คุกกี้ที่มีส่วนผสมของแป้งที่ทำมาจากจิ้งหรีด ผู้กำลังสาละวนกับการจัดวางคุกกี้ลงถาดเพื่อนำเข้าเตาอบกับผู้ช่วย กล่าวว่า ลูกค้าส่วนใหญ่คือเหล่าคุณแม่ที่ต้องการมองหาขนมสุขภาพให้กับลูกๆ โดยคุกกี้ของตนมีโปรตีนมากกว่าคุกกี้ทั่วไปถึง 2 เท่า แถมยังมีน้ำตาลน้อยกว่าคุกกี้ที่วางขายตามท้องตลาดครึ่งหนึ่งด้วย
ขณะที่ เควิน บาคฮูเบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “บิ๊ก คริกเก็ต ฟาร์ม” ฟาร์มเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดขนาดใหญ่เพื่อการบริโภคในเมืองยังส์ทาวน์ รัฐโอไฮโอ ซึ่งเพิ่งเริ่มทำฟาร์มจิ้งหรีดเมื่อปี 2014 หลังมีโอกาสลิ้มลองรสชาติจิ้งหรีดระหว่างเดินทางท่องเที่่ยวไทย ระบุว่าในเวลานี้ฟาร์มกำลังประสบปัญหาเพาะจิ้งหรีดไม่ทัน
ปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้สามารถผลิตจิ้งหรีดได้เดือนละ 3,600 กก. โดยบาคฮูเบอร์ตั้งเป้าจะเพิ่มผลผลิตจิ้งหรีดให้ได้ 1.13 หมื่น กก./เดือน กระนั้นเจ้าของฟาร์มแห่งนี้ก็ยอมรับว่า ปริมาณดังกล่าวยังถือว่าไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของบรรดาร้านอาหารและผู้ผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ
“เรามีคำสั่งซื้อล้นหลาม และเราไม่สามารถตอบสนองได้ทั้งหมด ปริมาณความต้องการบริโภคแมลงของผู้คนเพิ่มสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งมากๆ” บาคฮูเบอร์ กล่าว
ในส่วนของ “ไทนี ฟาร์ม” ฟาร์มเพาะแมลงในโอ๊กแลนด์ของ แดเนียล อิมรี-ซิตูนายากี ซึ่งกำลังประสบปัญหาผลิตแมลงไม่ทันขายเช่นเดียวกันบาคฮูเบอร์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนเองกำลังหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งหนึ่งในทางออกก็คือการสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ของฟาร์มเพาะเลี้ยงแมลงเพื่อการบริโภคทั่วสหรัฐ
“เป้าหมายหลักก็คือปรับปรุงพัฒนาการเพาะเลี้ยงแมลงให้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและมีต้นทุนถูก” เจ้าของไทนี ฟาร์ม กล่าวพร้อมสำทับว่า การดำเนินการเหล่านี้เป็นเพียงก้าวแรกที่จะตอบสนองแนวโน้มตลาดแมลงเพื่อการบริโภคที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวเข้าสู่ระบบห่วงโซ่อาหารของมนุษย์
นอกจากความท้าทายในเรื่องที่จะต้องเพิ่มผลผลิตแมลงให้ทันกับความต้องการบริโภคของตลาดที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วแล้ว ความท้าทายอีกประการสำหรับผู้ผลิตอาหารที่ทำจากหนอนหรือแมลงอีกประการ ก็คือการชักชวนผู้บริโภคหน้าใหม่ให้ลิ้มลองรสชาติของหนอนและแมลง
มาร์ติเนซและมิลเลอร์ ระบุว่า ปัญหาของธุรกิจที่สำคัญอีกอย่าง ก็คือการปรับทัศนคติของผู้บริโภคส่วนใหญ่ในสหรัฐ โดยต่อให้การบริโภคแมลงจะได้รับการตอบรับในทางบวกมากขึ้น แต่ชาวสหรัฐส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติด้านลบต่อแมลง เพราะเมื่อนึกถึงแมลงก็มักจะนึกถึงสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจอย่างแมลงสาบและแมลงวัน
ดังนั้น จึงนับเป็นงานยากพอควรที่จะปรับทัศนคติเหล่านี้ ซึ่งสำหรับมาร์ติเนซเลือกที่จะแจกตัวอย่างให้ลองชิมฟรีตามงานอีเวนต์ต่างๆ ขณะที่มิลเลอร์เลือกที่จะแปรรูปจนไม่เหลือเค้าของแมลงเพื่อลดทอนความรู้สึกขยะแขยงลง
ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะเป็นเรื่องยากแต่ตลาดแมลงกินได้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วก็ทำให้การเป็น “เอ็นโทพรีเนอร์ส” เป็นอีกหนึ่งหนทางยอดนิยมสำหรับการก้าวเป็นเจ้าของกิจการเอสเอ็มอีของสหรัฐในห้วงเวลานี้







