posttoday
ดาวโจนส์ปิดที่10,298.44 จุด ขยับขึ้น4.92จุด

ดาวโจนส์ปิดที่10,298.44 จุด ขยับขึ้น4.92จุด

24 มิถุนายน 2553

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 10,298.44 จุด ขยับขึ้น 4.92 จุด หลัง FED ตรึงดอกเบี้ย

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 10,298.44 จุด ขยับขึ้น 4.92 จุด หลัง FED ตรึงดอกเบี้ย

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (23 มิ.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 0 - 0.25% ตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวน โดยดาวโจนส์ดีดตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปิดลบ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลกับการแสดงความคิดเห็นของเฟดที่ว่า วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น นอกจากนี้ ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังถูกกดดันจากรายงานยอดขายบ้านใหม่เดือนพ.ค.ที่ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ขยับขึ้น 4.92 จุด หรือ 0.05% ปิดที่ 10,298.44 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 3.27 จุด หรือ 0.30% ปิดที่ 1,092.04 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 7.57 จุด หรือ 0.33% ปิดที่  2,254.23 จุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 8.13 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 8 ต่อ 7 ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 9.65 พันล้านหุ้น

ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้ปัจจัยบวกจากการที่เฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0 - 0.25% โดยมีเป้าหมายที่จะพยุงเศรษฐกิจให้ขยายตัวขึ้น นอกจากนี้ เฟดส่งสัญญาณว่าอาจจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นพิเศษต่อไปอีกระยะหนึ่ง

แถลงการณ์ภายหลังการประชุมของเฟดระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ 'ยังคงดำเนินต่อไป' ขณะที่ตลาดแรงงานค่อยๆปรับตัวดีขึ้น ส่วนตัวเลขเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับต่ำต่อไป และในส่วนของตัวเลขการใช้จ่ายภาคครัวเรือนนั้น ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ส่วนบุคคลมีการขยายตัวปานกลาง

อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวน เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลต่อการแสดงความคิดเห็นของเฟดที่ว่า วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น พร้อมกับชี้ว่าสภาวะในตลาดการเงินกำลังส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราการปล่อยกู้ของภาคธนาคารหดตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับแรงกดดันมากขึ้นเมื่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่ประจำเดือนเม.ย.ร่วงลง 33% มาอยู่ที่ระดับ 300,000 ยูนิต/ปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ 410,00 ยูนิ เนื่องจากผู้บริโภคชะลอการซื้อบ้าน ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายลดหย่อนภาษีของรัฐบาลได้หมดอายุลงในเดือนเม.ย.

รายงานยอดขายบ้านใหม่ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐมีขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองเดือนพ.ค.ดิ่งลง 2.2% สู่ระดับ 5.66 ล้านยูนิต/ปี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้ฉุดดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลง 1.43% เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หุ้นบริษัทรับสร้างบ้านดีดตัวขึ้นเนื่องจากนักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อหลังจากราคาหุ้นดิ่งลงอย่างหนักเมื่อวันอังคาร โดยหุ้นพัลท์กรุ๊ป อิงค์ ปิดบวก 2.1% และหุ้นทูล บราเธอร์ส อิงค์ ปิดพุ่ง 2.5%

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันพฤหัสบดี กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ค. และกระทรวงแรงงานจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ส่วนวันศุกร์ กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขั้นสุดท้ายประจำไตรมาสแรกปีนี้ และรอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกนจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายเดือนมิ.ย.

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล