
อุตฯ น้ำตาลโดดป้องผลประโยชน์ เมินคืนส่วนลดผู้บริโภค
ทันทีที่กระทรวงพาณิชย์ออกมาให้ความหวังว่า ราคาน้ำตาลทรายมีแนวโน้มปรับลดลงได้ 4 บาทต่อ กก. หากการชำระหนี้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายจบลง
กระนั้นก็ดูเหมือนว่าจะมีเฉพาะผู้บริโภคและกลุ่มผู้ใช้น้ำตาลทรายเท่านั้นที่ตอบรับ แต่กับกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต ต่างประสานเสียงตอบปฏิเสธเหมือนกันหมด
ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า แรงกดดันของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการให้ปรับลดราคาน้ำตาลทรายลง ภายหลังภาระหนี้ของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายหมดลงนั้น ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ราคาตลาดโลก เป็นต้น ซึ่งหนี้จะชำระหมดปีหน้า จึงได้ให้ ประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เตรียมชี้แจงรายละเอียดต่อไป
เรื่องการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องการลดราคาน้ำตาลทรายก็ได้แต่งตั้งแล้วในการประชุมคณะกรรมการภาครัฐร่วมเอกชน (กรอ.) เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประกอบด้วยตัวแทนจากกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ จึงต้องมาทำงานร่วมกัน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะดูแลในด้านการผลิต ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะดูแลด้านการขาย
“
ตอนนี้สถานการณ์น้ำตาลทรายในตลาดไม่ดี กระทรวงได้สั่งขึ้นงวดเพิ่มแล้ว ขณะนี้มีน้ำตาลทรายเหลือค้างกระดานรวมทุกโควตา 1.1 ล้านกระสอบ แบ่งเป็นของกระทรวงพาณิชย์ 6 แสนกระสอบ และกระทรวงอุตสาหกรรม 5 แสนกระสอบ การเพิ่มขึ้นงวดจะช่วยทำให้สถานการณ์ตลาดดีขึ้น แต่คงต้องใช้เวลาอีก 2 สัปดาห์ ให้น้ำตาลเข้าตลาดได้ เพราะใบขนส่งมีอายุ 15 วัน”กำธร กิตติโชติทรัพย์ ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่อยากให้นำเรื่องน้ำตาลทรายมาเป็นประเด็นการเมืองและมีการโต้ตอบกันไปมา ซึ่งต้องเข้าใจว่าตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2551 ระบุไว้ว่า ถ้าชำระหนี้หมดให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมมาพิจารณาเรื่องราคาให้เป็นธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อหนี้หมดแล้วต้องลดราคาน้ำตาลทรายทันที
การลดราคาน้ำตาลไม่ใช่อยู่ที่กองทุนอ้อยฯ มีหนี้หรือไม่มีหนี้ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ต้นทุนการผลิตตั้งแต่ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล เพราะอ้อยไม่เหมือนกับพืชเกษตรอื่นๆ เช่น ข้าว ที่มีโครงการรับประกันราคา ต้องกลับมาดูว่าน้ำตาลทรายที่คนไทยบริโภคอยู่มีราคาถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และกรณีที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอให้มีการลดราคาน้ำตาลทรายลงนั้น คงต้องมาดูว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมน้ำตาลมีต้นทุนที่ถูกที่สุดในโลกอยู่แล้ว ถ้ามีประเทศอื่นราคาถูกกว่าก็ให้นำเข้าจะดีกว่า
เรื่องปัญหาปริมาณน้ำตาลทรายที่ขาดแคลนส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากถูกดึงไปใช้ในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมถึง 80% จากเดิมที่มีสัดส่วนเพียง 60% ของปริมาณน้ำตาลทรายที่ผลิตได้ 22 ล้านกระสอบ เนื่องจากต้นทุนราคาน้ำตาลทรายที่ถูกทำให้มีการย้ายฐานการผลิตสินค้ามาอยู่ในไทยมากขึ้น ดังนั้นปัญหาน้ำตาลทรายขาดแคลนไม่ได้เกิดจากมีการกักตุน แต่เป็นเรื่องความต้องการใช้กับกำลังการผลิตไม่สอดคล้องกัน เมื่อมีการใช้น้ำตาลทรายเยอะก็ต้องมีปัญหาตึงตัว
ความจำเป็นในการเก็บเงิน 5 บาท เพราะกองทุนอ้อยฯ ยังมีความจำเป็นต้องรักษาสถานะเงินกองทุนอ้อยฯ ไว้ใช้ตามภารกิจ โดยเฉพาะตามมติ ครม. ที่ระบุไว้ว่ากำหนดให้มีแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยในระยะ 3 ปี (25512553) ยังจำเป็นต้องใช้เงินจากกองทุนอ้อยฯ ต่อไป หากลดราคาน้ำตาลทรายจากปัจจุบันขายอยู่ที่ 23 บาท/กก. จากการยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยฯ 5 บาท/กก. ราคาขายปลีกจะอยู่ที่ 18 บาท/กก. เป็นราคาที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก จะเกิดการไหลออกนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนทันที
การมองแค่ใช้หนี้หมดแล้วให้ลดราคาจึงเป็นการมองที่ไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ต่อไปการบริหารจัดการจะหนีไม่พ้นการอิงระบบกึ่งลอยตัว โดยมีกองทุนอ้อยฯ คอยดูแลเสถียรภาพราคาเหมือนกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอยู่ที่นโยบายรัฐบาล หากไม่บริหารเช่นปัจจุบัน ในที่สุดรัฐก็จะต้องไปทำระบบประกันราคาเหมือนกับพืชอื่นๆ เพราะมีผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมถึง 1 ล้านคน
ประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กล่าวว่า เดิมฐานะกองทุนอ้อยฯ ณ เดือน เม.ย. 2551 มีหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 2.4 หมื่นล้านบาท เกิดจากการใช้อุดหนุนราคาอ้อยขั้นสุดท้ายที่ต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้น ปี 2549/2550 และหนี้จากการชดเชยค่าอ้อยปี 2549/2550
เงินจำนวนนี้เดิมรัฐบาลจะต้องตั้งงบประมาณมาชำระคืนให้ แต่ก็ใช้เงินจากการขึ้นราคาน้ำตาลทราย 5 บาท/กก. มาชำระหนี้บางส่วน โดยแผนชำระหนี้กับ ธ.ก.ส. เป็นระยะเวลา 4 ปี (25512554) ดังนี้ ปี 2551 จำนวน 4,400 ล้านบาท ปี 2552 จำนวน 7,800 ล้านบาท ปี 2553 จำนวน 8,200 ล้านบาท และปี 2554 จำนวน 3,600 ล้านบาท
ปัจจุบันเหลือภาระหนี้ค้างอยู่ 1.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่กองทุนอ้อยฯ มีเงินไหลเข้าเพื่อบริหารจาก 2 ส่วน คือ เรียกเก็บจากการปรับขึ้นราคา 5 บาท/กก. ประมาณ 1,000 ล้านบาท/เดือน และในส่วนต่างจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอีกประมาณ 100 ล้านบาท
ขณะนี้เงินทุนสำรองของกองทุนอ้อยฯ มีอยู่ 5,000 ล้านบาท แต่มีการประเมินกันว่าถ้าอยากให้กองทุนอ้อยฯ มีฐานะมั่นคง ควรมีเงินหน้าตัก 3 หมื่นล้านบาท
ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เร็วๆ นี้ กระทรวงจะเสนอขอโควตาน้ำตาลทรายจากคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายเพิ่มอีก เพราะสถานการณ์น้ำตาลทรายในขณะนี้ยังตึงตัวทั้งปริมาณและราคา
ราคาจำหน่ายบางพื้นที่สูงถึง กก.ละ 2830 บาท ขณะที่ราคาเพดานควบคุมอยู่ที่ 23.50 บาท บางพื้นที่พบน้ำตาลทรายขาดแคลน จึงจำเป็นต้องเข้าไปดูแลผ่านการจัดการให้ปริมาณน้ำตาลทรายในระบบกระจายตัวมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหา
เรื่องปริมาณคงต้องหารือกับ รมว.พาณิชย์ก่อน เบื้องต้นมั่นใจว่าจะไม่กระทบปริมาณน้ำตาลทรายในระบบที่วางแผนไว้ เพราะเป็นการขอเพิ่มจากโควตา ก. หรือโควตาที่ใช้ในประเทศอยู่แล้ว โดยปริมาณน้ำตาลทรายที่กระทรวงพาณิชย์ได้รับจัดสรรมาก่อนหน้านี้ 1 ล้านกระสอบ ขณะนี้เหลืออีก 5 แสนกระสอบ
ทั้งหมดได้ทำสัญญากับผู้จัดจำหน่ายไปแล้ว เหลือเพียงแค่ให้คนทำสัญญามารับน้ำตาลทรายจากโรงงานไปเท่านั้น ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหาการขายน้ำตาลทรายเกินราคาที่กำหนด ทางกระทรวงพาณิชย์จะพยายามดูแลจังหวัดที่ไม่ได้ถูกกำหนดราคาควบคุมให้มีสัดส่วนราคาที่เหมาะสม ผ่าน การกำหนดราคาแนะนำเป็นรายจังหวัด







