
เตือนเศรษฐกิจครึ่งหลังเสี่ยง
ณรงค์ชัยคาดจีดีพีโต45% MFCคงเป้าหุ้น850จุดปีนี้
โพสต์ทูเดย์
— “ณรงค์ชัย” ชี้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังแย่กว่าครึ่งปีแรก เหตุปัจจัยทั้งในนอกรุมเร้า MFC คงเป้าหุ้นปีนี้ 850 จุดนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัทหลัก ทรัพย์ จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี กล่าวในหัวข้อ
“ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมืองกับการลงทุนครึ่งปีหลัง 2553” ในงาน MFC Finance Forum ครั้งที่ 6 จัดพอร์ตลงทุนครึ่งปีหลัง 2553 ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในครึ่งปีหลังจะเติบโตน้อยกว่าครึ่งปีแรกที่มีฐานการเติบโตที่ต่ำจากปีก่อนขณะที่ครึ่งปีหลังไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงทั้งจากต่างประเทศที่มากขึ้น การเมืองในประเทศและปัญหาภัยแล้ง แต่เชื่อว่าทั้งปีจีดีพีจะขยายตัวอยู่ที่ 4.35.8%
สำหรับปัจจัยต่างประเทศนอกจากปัญหาหนี้ของยุโรปที่ทำให้การกำกับดูแลธนาคารในสหรัฐและยุโรปเข้มขึ้น ทำให้เงินทุนไหลเวียนน้อยลงแล้ว ก็คือปัญหาการขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง โดยไม่น่าถึงระดับ 6% อย่างที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดไว้
ปัจจัยต่างประเทศมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาหนี้สาธารณะในหลายประเทศโซนยุโรป ซึ่งทำให้ 56 เดือนนี้จะเห็นค่าเงินสกุลยูโรและปอนด์ผันผวนและกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศมากขึ้นและะกระทบต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ปัจจัยต่อมาคือ ความเสี่ยงสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรปที่ต้องถูกกำกับเข้มงวดกว่าเดิม และทำให้กระแสเงินทุนในระบบหมุนเวียนน้อยลง
ซึ่งเป็นผลกระทบจากปัญหาน้ำมันรั่วจากแท่นขุดเจาะของบีพีในอ่าวเม็กซิโก ส่งผลกระทบต่อกองทุนหรือสถาบันที่เข้าไปถือหุ้นในบีพี และยังทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น
“
พอเกิดเหตุน้ำมันรั่ว มาร์เก็ต แคปหุ้นของบีพีหายไปแสนล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมอยู่ที่ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ กองทุนที่เข้าไปลงทุนหุ้นก็ถูกกระทบจากมูลค่าที่ลดลง ซึ่งปัญหาจะเยอะกว่าที่คาด” นายณรงค์ชัย กล่าวขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจยังรับผลจากภัยแล้งซึ่งมีผลกระทบต่อภาคการเกษตรโดยตรง เพราะมีผลต่อจิตวิทยากับกลุ่มเกษตรกรที่ไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้ในภาวะที่ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในช่วงการปรับตัวได้ดี นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นและทั้งปีคาดว่าค่าเงินบาทจะไม่เกิน 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ การขยายตัวของสินค้าส่งออกชะลอตัวเงินทุนไหลเข้าจะชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก เงินทุนจากตะวันตกได้ไหลเข้ามาภูมิภาคตะวันออก
นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นในครึ่งปีหลังยังขึ้นได้ตามการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่คาดการณ์ว่าจะเติบโต 15.6% ในปีนี้ แต่ระหว่างทางหุ้นยังคงผันผวนตามปัจจัยภายนอกของสถานการณ์ในยุโรป โดยมองปลายปีดัชนี 850 จุด บนสัดส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) 12 เท่า
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. กล่าวว่า ที่ผ่านมาราคาน้ำมันเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 6080 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งแนวโน้มเชื่อว่าราคาน้ำมันมีโอกาสปรับขึ้นไปได้อีกตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับน้ำมันเป็นทรัพยากรที่หายาก และปัญหาจากการรั่วของแท่นขุดเจาะน้ำมันที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ส่งผลให้ต้นทุนการขุดเจาะเพิ่มขึ้น
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุโรป ส่งผลให้นักลงทุนโยกเงินเข้ามาลงทุนในทองคำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มองว่าในระยะยาวหากปัญหาแก้ไข มีโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับลงมาได้เช่นกัน จึงอยากให้นักลงทุนที่จะลงทุนในทองคำ มองในระยะสั้นๆ เพราะมองระยะยาวคงไม่ได้ มีจังหวะก็ควรทำกำไร
“
ราคาทองคำในตลาดโลกยังไม่ผ่านระดับ 1,260 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ไปได้ เพราะถ้าจะฝ่าแนวต้านนี้ต้องยืนเหนือระดับดังกล่าวติดต่อกันถึง 12 วัน ก่อนจึงทำให้มองว่ามีโอกาสน้อยที่ราคาทองจะไปแตะระดับ 1,300 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณบาทละ 20,000 บาทได้”นายจิตติ กล่าวเปิดเผยว่า
ปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศพัฒนาแล้ว มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับ 100120% ของจีดีพี ซึ่งสอดคล้องกับที่ได้คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า ส่งจะผลต่อเนื่องไปถึงการเติบโตของเศรษฐกิจในอัตราที่ช้าลง รวมไปถึงปัญหาที่ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถชำระหนี้ของประเทศได้ และปัญหาที่ยังไม่เกิด คือ เงินเฟ้อจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการพยายามแก้ปัญหาการคลังของแต่ละประเทศ โดยประเด็นนี้มองว่าจะเป็นปัญหาในปีหน้าต่อไป
สำหรับปัญหาในกลุ่มประเทศยุโรปนั้น มองว่าต่างจากวิกฤตครั้งก่อนหน้านี้ เพราผลกระทบไม่น่าจะขยายวงกว้างออกไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ เนื่องจากการกู้ยืมเงินส่วนใหญ่ เป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ประกอบกับจำนวนหนี้ขอ 4 ประเทศที่เป็นปัญหาหลัก ก็มีสัดส่วนเพียง 4% ของจีดีพีโลกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากมีข่าวสถาบันการเงินประสบปัญหาออกมาอีก ก็จะยังเป็นความเสี่ยงต่อเนื่อง
ส่วนประเทศไทย ปัจจุบันประเด็นการเมืองไม่ค่อยมีผลต่อเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากค่อนข้างผูกกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งหากเศรษฐกิจโลกโตได้ เศรษฐกิจในบ้านเราก็จะขยายตัวได้ดีตามไปด้วย
ทั้งนี้ นายพิชิต ในงานสัมมนาหัวข้อ
“หุ้น พันธบัตร น้ำมัน ทองคำ อสังหาฯ : อะไรน่าลงทุนในครึ่งปีหลัง” พร้อมทั้งด้านผู้ลงทุนที่ลงทุนแบบระมัดระวังแนะนำให้จัดพอร์ตลงทุนอยู่ในพันธบัตร ตราสารหนี้ 65% เพื่อรักษามูลค่าทรัพย์สินเอาไว้ ที่เหลือ 20% ลงทุนในหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ ลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 10% ที่เหลือลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทอง น้ำมัน 5%นายศุภกร สุนทรกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวว่า บริษัทมองว่าการลงทุนในน้ำมันและทองคำยังน่าสนใจในระยะยาว โดยมองปีนี้ราคาน้ำมันจะยืนเหนือ 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล







