
เศรษฐกิจชะลอตัว ลูกจ้าง-นายจ้างต้องช่วยกัน
สัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปพูดคุยบนเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับองค์กรลูกจ้างแห่งหนึ่งร่วมกับนักวิชาการด้านแรงงานในประเด็นที่เกี่ยวกับการปรับค่าจ้างจากปัจจุบันเป็น 360 บาท/วัน ซึ่งทั้งตัวแทนฝ่ายแรงงานกับนักวิชาการต่างเห็นพ้องกันว่าน่าจะปรับขึ้นในช่วงเวลานี้ เพราะนายจ้างยังมีผลกำไร อีกทั้งค่าจ้างเป็นต้นทุนเล็กน้อยไม่มีผลกระทบใดๆ กับผลประกอบการ เศรษฐกิจก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก นักลงทุนต่างชาติยังแห่กันมาลงทุน หากเอสเอ็มอีรายใดต้นทุนสูงแข่งขันไม่ได้ก็ให้เลิกกิจการไป
สัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปพูดคุยบนเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับองค์กรลูกจ้างแห่งหนึ่งร่วมกับนักวิชาการด้านแรงงานในประเด็นที่เกี่ยวกับการปรับค่าจ้างจากปัจจุบันเป็น 360 บาท/วัน ซึ่งทั้งตัวแทนฝ่ายแรงงานกับนักวิชาการต่างเห็นพ้องกันว่าน่าจะปรับขึ้นในช่วงเวลานี้ เพราะนายจ้างยังมีผลกำไร อีกทั้งค่าจ้างเป็นต้นทุนเล็กน้อยไม่มีผลกระทบใดๆ กับผลประกอบการ เศรษฐกิจก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก นักลงทุนต่างชาติยังแห่กันมาลงทุน หากเอสเอ็มอีรายใดต้นทุนสูงแข่งขันไม่ได้ก็ให้เลิกกิจการไป
ผมเห็นว่าในเวลานี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับค่าจ้างคงต้องมาปรับภาพให้เห็นตรงกันเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ชะลอตัวต่อเนื่องมาเกือบ 2 ปี จนขณะนี้เข้าขั้นตัวเลขขับเคลื่อนเศรษฐกิจติดลบไปเกือบทุกตัว เป็นช่วงที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างต้องช่วยกันประคับประคองสถานะของสถานประกอบการที่ตัวเองทำงานให้อยู่รอดผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้
ก่อนอื่นอย่าลืมว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำไม่ใช่ปรับเฉพาะแรงงานไทย ปัจจุบันส่วนใหญ่แรงงานซึ่งเริ่มเข้าทำงานใหม่ค่าจ้างก็มากกว่า 300 บาท เพราะแต่ละสถานประกอบการขาดแรงงานต่างแย่งกัน ใครให้ค่าจ้างต่ำก็หาแรงงานไม่ได้ ผู้รับอานิสงส์จากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำผลประโยชน์จะตกไปอยู่กับแรงงานต่างด้าว ทำให้แรงงานผิดกฎหมายทะลักเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นเพราะค่าจ้างต่างกับประเทศเขาเป็นเท่าตัว ขณะที่ผลกระทบจะมีต่อสถานประกอบการประเภทเอสเอ็มอี ซึ่งมีทุนจำกัดในการหาเครื่องจักรมาทดแทนแรงงาน
นอกจากนี้ การปรับค่าจ้างต้องคำนึงถึงภาคเกษตร ซึ่งปัจจุบันเกษตรไทยสูงอายุและขาดแรงงานต้องใช้การว่าจ้างแรงงานทั้งเกษตรกรชาวนา มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด รวมทั้งการว่าจ้างแรงงานกรีดยางพารา ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขณะที่ผลผลิตราคาต่ำ สำหรับเหตุผลในการปรับค่าจ้างที่กล่าวว่าค่าครองชีพสูงคงต้องไปดูดัชนีเงินเฟ้อ ซึ่งในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. ติดลบเฉลี่ยร้อยละ 0.5 อันเป็นผลจากการบริโภคที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจขณะที่ราคาน้ำมันโลกในช่วงที่ผ่านมาลดลงต่อเนื่องมากกว่าร้อยละ 40
ที่กล่าวข้างต้นไม่ใช่หมายความว่าไม่เห็นใจผู้ใช้แรงงาน และไม่ได้บอกว่าไม่ควรปรับค่าจ้าง เพียงแต่ในช่วงเวลานี้คงไม่ใช่จังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอยู่ในขั้นวิกฤตจริงๆ ธุรกิจประเภทเอสเอ็มอีจะรอดหรือไม่รอดก็ยังบอกไม่ได้
ขณะที่นักวิชาการ-อาจารย์หากมีโอกาสควรให้ความรู้ความเข้าใจต่อสังคม แต่ที่บอกว่าตัวเลขเงินเฟ้อใช้อ้างอิงไม่ได้เพราะเป็นเงินเฟ้อวัดคนรวย หรือบอกว่าเอสเอ็มอีรายใดหากแข่งขันไม่ได้ก็ให้เลิกกิจการไป...
ถ้าคิดและพูดกันแบบนี้บ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไรครับ
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com)







