
เงินกองทุนหมู่บ้าน ‘น้ำเลี้ยง’ ที่ท่อตัน
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากผ่านการสนับสนุนเงินทุนให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 7.9 หมื่นแห่งทั่วประเทศด้วยวงเงินร่วม 4 หมื่นล้านบาทของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสินเข้าช่วยบริหารจัดการ เพื่อส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืนยังเดินไปอย่างต้วมเตี้ยม
เนื่องจากสถาบันการเงินของรัฐทั้งสองแห่งคิดดอกเบี้ยที่สูงถึง 5% ซึ่งถือว่าสูงมากหากจะให้เงินลงไปหมุนในระบบเศรษฐกิจ
เนื่องจากปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้สร้างเครือข่ายและความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และรัฐบาลมอบเงินไปให้กองทุนบริหารจัดการแล้วกว่า 1.5 แสนล้านบาท มีเงินหมุนเวียนกว่า 2 แสนล้านบาท มีเงินออมกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท
เม็ดเงินที่รัฐบาลจัดสรรให้ไปและเงินฝากถูกนำไปปล่อยกู้เพื่อสร้างอาชีพในท้องถิ่น โดยกองทุนกว่า 80% นำไปปล่อยกู้สามัญรายบุคคล โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี และเงินกู้สามัญรายกลุ่ม อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี
การประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ที่มี สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ถกเถียงกันในเรื่องนี้อย่างหนัก ก่อนจะมีมติให้กระทรวงการคลังกลับไปทบทวนอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมที่จะคิดจากสินเชื่อที่ปล่อยให้แก่กองทุนหมู่บ้านที่อยู่ในชั้นดี คือ เกรดเอ 1,233 กองทุน เกรดบี 998 กองทุน
ที่ประชุมเห็นว่าข้อเสนอที่กระทรวงการคลังได้แจ้งว่าจะให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้แห่งละ 2 หมื่นล้านบาท รวมเป็นวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท โดยจะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 5% เป็นช่วงที่กว้างเกินไป ขาดความชัดเจน ควรกำหนดให้ชัดเจน เช่น 3% ซึ่งหากเปิดเป็นช่องกว้างไว้แล้วคิดดอกเบี้ยที่ 5% ก็จะกลายเป็นอัตราที่สูงเกินไป ไม่ได้แตกต่างจากดอกเบี้ยที่ให้สินเชื่อทั่วไปมากนัก ทำให้แม้กองทุนหมู่บ้านไปรับหนี้นอกระบบมา สมาชิกก็ยังต้องแบกต้นทุนดอกเบี้ยสูง ไม่เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมขอให้กระทรวงการคลังกลับไปพิจารณาดอกเบี้ยที่เหมาะสมอีกครั้ง ซึ่งกระทรวงการคลังรับไปหารือกับธนาคารทั้งสองแห่ง เพื่อกำหนดดอกเบี้ยที่เหมาะสมต่อไป
“นายสุวพันธุ์และนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ได้หารือนอกรอบกันก่อนหน้านี้ โดยเห็นพ้องร่วมกันที่จะให้การสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านที่จัดอยู่ในชั้นดีมีการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง เข้ามาแก้ไขปัญหาทั้งในแง่การส่งเสริมอาชีพ บรรเทาความเดือดร้อนจากภัยแล้ง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกองทุนเกรดเอและบีมีอยู่ประมาณ 70% ของจำนวนกองทุนหมู่บ้าน 7.9 หมื่นแห่ง” นที กล่าว
ที่ประชุม กทบ.จึงมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษาการปรับปรุงกฎหมายกองทุนหมู่บ้าน และการเพิ่มศักยภาพให้ สทบ.ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านพัฒนาศักยภาพจนเป็นสถาบันการเงินชุมชนไปแล้ว จึงควรได้รับการพัฒนาไปให้ถูกต้องและมีกฎหมายมารองรับ
ขณะเดียวกัน ยังได้หารือกันถึงเรื่องการย้ายเงินกองทุนหมู่บ้านที่ฝากกับธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ให้ย้ายสลับกันได้ หรือย้ายไปยังธนาคารที่ 3 เพื่อสะดวกในการติดต่อ และการกู้เงินต่อยอดโครงการของกองทุนหมู่บ้านจะได้ไปกู้กับธนาคารอื่นได้ เพื่อให้เกิดการแข่งขันระหว่างธนาคารในการเสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ไม่ต้องผูกขาดกับธนาคารออมสินหรือ ธ.ก.ส.เหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม สทบ.ต้องไปพิจารณาร่วมกับธนาคารทั้ง ธ.ก.ส.และธนาคารออมสินว่าจะมีปัญหาเรื่องการจัดการฐานข้อมูลหรือไม่
ขณะที่ความคืบหน้าการโอนเงินเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ระยะที่ 3 จำนวนรวมทั้งสิ้น 5,688 ล้านบาท สำหรับ 5,688 กองทุน หรือกองทุนละ 1 ล้านบาท ล่าสุดได้โอนเงินเข้าบัญชีกองทุนหมู่บ้านเพิ่มขึ้นอีก 152 แห่ง วงเงิน 152 ล้านบาท และโอนเงินเข้ากองทุนสำหรับชุมชนและหมู่บ้านตั้งใหม่อีก 5 แห่ง รวม 5 ล้านบาท รวมทั้งได้พิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณให้กับหมู่บ้านตามโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน หรือเอสเอ็มแอล 13 แห่ง วงเงิน 5.3 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม พบว่ามีหมู่บ้านและชุมชนที่ยังไม่ได้รับการโอนเงินเพิ่มทุนระยะที่ 3 แห่งละ 1 ล้านบาท เหลืออยู่อีก 19,825 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่ 3,300 แห่ง ที่คาดว่าจะได้รับการโอนเงินเพิ่มทุนอย่างแน่นอน เมื่อปรับปรุงข้อมูลบางส่วน
ส่วนที่เหลืออีก 1.6 หมื่นแห่ง ได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ดูข้อมูลว่าเป็นลูกค้า ธ.ก.ส.และออมสินจำนวนเท่าใด และให้ทำแผนประกอบด้วยว่า ถ้าจะเพิ่มทุนจะต้องให้ดำเนินการอะไรบ้าง โดยจะออกแบบสำรวจร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา และในเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ จะออกสำรวจเป็นรายกองทุน และในเดือน ก.ย.นี้จะได้ข้อสรุป และโอนเงินเพิ่มทุนระยะที่ 3 อีกประมาณ 1 หมื่นแห่ง ไม่เกินต้นปี 2559
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเงินที่จะลงไปในหมู่บ้านตามนโยบายรัฐบาลเฉพาะกิจจึงยักแย่ยักยัน ไม่เป็นดั่งที่จินตนาการ...







