
BAFS เปิดโลกใหม่ ลงทุนท่อส่งน้ำมัน
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
ภาพของบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือบาฟส์ (BAFS) จากนี้ไปกำลังจะเปลี่ยนไปสู่การขยายการลงทุนเพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ คือธุรกิจท่อขนส่งน้ำมันที่รัฐบาลมีนโยบายไม่ต้องการให้เกิดการผูกขาด
“ประกอบเกียรติ นินนาท” กรรมการผู้จัดการ BAFS ให้สัมภาษณ์ว่า บาฟส์เป็นบริษัทแรกที่เสนอตัวลงทุนพัฒนาโครงการท่อส่งน้ำมันต่อกระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคม ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการจะวางท่อส่งน้ำมัน เพราะเป็นระบบส่งที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งประเภทอื่นๆ ไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ และไม่ต้องการให้เกิดการผูกขาดกับการใช้งานท่อนี้ มีระยะทางประมาณ 703 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุนประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท เบื้องต้นจะลงทุนต่อท่อจาก อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ไปยัง จ.พิษณุโลก และไป จ.ลำพูน ซึ่งบริษัทมีแผนจะลงทุนสร้างคลังเก็บน้ำมันด้วยเพื่อให้รถบรรทุกขนส่งรับน้ำมันได้
ขณะที่การลงทุนจะทำผ่านบริษัทย่อยในเครือ คือ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ (FPT) เพื่อทำธุรกิจขนส่งน้ำมันแบบผลิตภัณฑ์รวม จากเดิมที่ขนส่งเฉพาะน้ำมันอากาศยาน และไม่ผูกขาดเพราะทุกบริษัทที่ประกอบธุรกิจน้ำมันสามารถจะใช้บริการขนส่งน้ำมันผ่านได้ทุกราย ถือเป็นจุดแข็งของ BAFS หากท่อส่งน้ำมันที่มีเจ้าของเป็นบริษัทน้ำมันจะถูกผูกขาดเพราะจะปิดกั้นเฉพาะเพื่อประโยชน์ของบริษัทตัวเอง
“หลังได้รับอนุมัติ บริษัทก็จะสามารถลงทุนได้ทันที เพราะ FPT ได้เตรียมความพร้อมไว้ทุกด้านแล้ว ทั้งการออกแบบ ศึกษาเส้นทางการวางแนวท่อ และมูลค่าเงินลงทุน คาดจะใช้เวลาก่อสร้าง 2-3 ปี หรือจะเริ่มให้บริการได้ในปี 2561”
สำหรับ BAFS พร้อมสนับสนุนหาแหล่งเงินลงทุน ด้วยฐานะการเงินที่แข็งแกร่งเพราะมีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ที่ต่ำมากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 เท่า จากนโยบายกำหนดกรอบเพดานไว้ที่ 2.5 เท่า ซึ่งมอบหมายให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันซ่าศึกษาว่าจะทำอย่างไรเพื่อการลงทุนที่มีผลตอบแทนดีที่สุด
อย่างไรก็ดี จะพิจารณาทั้งสองแนวทางร่วมกันทั้งการกู้และเพิ่มทุนให้พันธมิตรทางธุรกิจที่สนใจ รวมถึงการแยกบริษัท FPT ออกมาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชน (ไอพีโอ) หรือการตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน
ประกอบเกียรติ กล่าวต่อว่า ธุรกิจท่อขนส่งน้ำมันในอนาคตจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้รายได้เติบโตขึ้นและเป็นรายได้ใหม่ที่มีสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ จากที่ผ่านมาจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับจำนวนเที่ยวบินซึ่งต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหลัก ขณะที่ธุรกิจท่อน้ำมันจะเติบโตสอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังหาโอกาสธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาสนับสนุนการเติบโตมั่นคงและเตรียมความพร้อมของบุคลากร โดยอาศัยชื่อเสียงที่มีธุรกิจในต่างประเทศ รวมถึงเป็นบริษัทผู้ให้บริการเติมน้ำมันที่ครบวงจรทั้งระบบขนส่งทางท่อ คลังจัดเก็บ และบริการเติมน้ำมันซึ่งมีผู้ประกอบจำนวนน้อยรายในโลกที่ทำได้
ขณะเดียวกัน บริษัทมีต้นทุนต่ำ ประสิทธิภาพสูงและความปลอดภัยสูง โดยผ่านการตรวจสอบจากทั้งลูกค้าสายการบินและบริษัทน้ำมันต่างๆ รายใหญ่ของโลกที่จำหน่ายน้ำมันให้กับสายการบิน พบว่ามีคุณภาพที่ดี เพราะ BAFS มีจุดแข็งคือ มีผู้ส่วนได้เสียในธุรกิจนี้เป็นผู้ถือหุ้น อาทิ สายการบินคือ บริษัท การบินไทย (THAI) ท่าอากาศยาน คือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) และบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ต่างๆ
บริษัทเริ่มมีบริการศูนย์ฝึกอบรมโดยใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองให้บริษัทน้ำมันกับ BAFS ทั้งสายการบินและบริษัทน้ำมันต่างๆ สำหรับผู้ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันอากาศยาน ขณะที่การเปิดประชาคมเขตเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าลงทุนธุรกิจบริการเติมน้ำมันอากาศยานโดยอาศัยความชำนาญ เข้าไปเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคให้ท่าอากาศยานขนาดเล็กใหม่ๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีโอกาสเกิดเพิ่มขึ้นจากการเปิดเออีซี เพราะเป็นธุรกิจที่บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ไม่สนใจเพราะเติมไม่มากพอคุ้มกับการลงทุน
ปกติธุรกิจบาฟส์จะเติบโตตามอุตสาหกรรมสายการบิน ปริมาณการเติมน้ำมันปี 2558 จะเติบโตประมาณ 7-8% จากฐานที่ต่ำในปี 2557 จากผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบทางการเมือง แต่ในปี 2557 กำไรลดลงจากจำนวนเที่ยวบินที่ลดลง ด้วยหลักธรรมาภิบาลยังมีนโยบายรักษาการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นทุกกลุ่ม เป็นเงินสดและหุ้นปันผล มูลค่ารวม 1.10 บาท/หุ้น ใกล้เคียงกับงวดปี 2556 โดยปกติบริษัทจะจ่ายมากกว่านโยบายที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ
หุ้น BAFS ในมุมมองผู้บริหารมองว่าเป็นได้ทั้งหุ้นปันผลสะท้อนผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ที่ซื้อเก็บส่งผลให้หุ้นมีสภาพคล่องต่ำและเป็นทั้งหุ้นเติบโต ส่วนปัญหาสภาพคล่องหุ้นที่ต่ำบริษัทกำลังพิจารณาหาทางแก้ไขอยู่
“ฉัตรธัย พันธัย” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการเงินและบัญชี BAFS เปิดเผยว่า ปัจจุบัน FPT มีรายได้ประมาณ 700 ล้านบาท/ปี คาดว่าหลังจากเริ่มเปิดธุรกิจท่อส่งน้ำมันไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ตามแผนใน 3 ปีข้างหน้าจะมีรายได้เพิ่มประมาณ 1,600 ล้านบาท/ปี หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เท่า ถือเป็นโอกาสการเติบโตของรายได้ BAFS อย่างมีนัยสำคัญและมีโอกาสเติบโตมากขึ้นในอนาคต
ที่ผ่านมา BAFS ไม่ได้ออกไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ในต่างประเทศมาประมาณ 5 ปี แม้จะมีโบรกเกอร์หลายค่ายเชิญชวนเข้ามาเพราะไม่มีสตอรี่ใหม่ที่ชัดเจนและหุ้นไม่มีสภาพคล่องมากพอ แต่หลังจากมีโครงการท่อส่งน้ำมันบริษัทมีแผนที่ออกไปโรดโชว์มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะได้รับอนุมัติภายในเดือน เม.ย. 2558 นี้







