
เปิดใจ ‘อธิบดีบพ.’ ‘คนก่อปัญหา..จบเรื่องก่อนค่อยว่ากัน’
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
เพิ่งจะเข้ารับตำแหน่ง อธิบดีกรมการบินพลเรือน (บพ.) ครบ 6 เดือนเต็มเมื่อไม่กี่วันมานี้ สำหรับ สมชาย พิพุธวัฒน์ แต่ต้องเจอเผือกร้อนชิ้นใหญ่ หลังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ตรวจสอบพบว่าไทยมีข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยในการทำการบิน (SSC)
ผลการตรวจสอบดังกล่าว ทำให้องค์การการบินพลเรือนของประเทศญี่ปุ่น (JCAB) ระงับการขยายหรือเพิ่มเที่ยวบินของสายการบินจากไทย โดยเฉพาะเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) แม้ว่าล่าสุดจะมีการประนีประนอมระหว่างทางการไทยและญี่ปุ่นได้ แต่อุตสาหกรรมการบินของไทยก็ยังไม่หลุดพ้นจากวิกฤตในครั้งนี้
“เขา (ICAO) จะปลดไทยพ้นจากลิสต์ประเทศที่มีข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย ก็ต่อเมื่อเราปรับรูปองค์กร จัดทำหลักเกณฑ์ ออกกฎหมายหลัก กฎหมายรอง เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ และเริ่มกระบวนตรวจสอบและออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOC) ใหม่ (re-certification) ให้กับสายการบิน 28 แห่งที่มีไฟลต์บินไปต่างประเทศได้ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 6-8 เดือนนับจากนี้” สมชาย ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์”
สมชาย อธิบายว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งวันที่ 1 ต.ค. 2557 ได้รับรายงานตั้งแต่เดือน ต.ค.ว่า ICAO จะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบมาตรฐานการกำกับดูแลสายการบินของ บพ. ซึ่งผู้เกี่ยวข้องได้ทำการตรวจสอบมาตรฐานต่างๆ และบอกว่ามั่นใจว่าได้ทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งคณะทำงานตรวจสอบภายในที่มี สุพจน์ คำภีระ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ได้เข้ามาตรวจสอบซ้ำเพื่อให้มั่นใจ
“เขารายงานว่าได้ทำเต็มความสามารถแล้ว ณ วันนั้น แต่เมื่อ ICAO มาตรวจพบข้อบกพร่อง และรูปแบบการซักถามของ ICAO ต่างจากในอดีต คะแนนเราเลยตก ผมก็ไม่รู้จะไปว่าเขาอย่างไร”
สมชาย ระบุว่า หลัง ICAO สุ่มตรวจการออกใบอนุญาต (AOC) 16 สายการบิน ระหว่างวันที่ 19-30 ม.ค. 2558 พบว่า การออกใบ AOC มีกระบวนการที่ “ไม่ตรง ไม่ถูก ไม่ครบ” ได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงาน 5 ทีม รวมจำนวนเจ้าหน้าที่ 40 คน ไปตรวจสอบว่ากระบวนการออกใบ AOC ของสายการบินทั้งหมดว่าตรงไหนไม่ตรง และไม่ถูกต้อง โดยเริ่มนำร่องกับสายการบินที่มีเที่ยวบินไปต่างประเทศ 28 สายการบิน จากนั้นจะทยอยตรวจสอบสายการบินที่บินเฉพาะในประเทศ 13 สายการบิน ให้เสร็จภายใน เม.ย.นี้
“เราได้เริ่มกระบวนการตรวจสอบการออก AOC เพื่อประเมิน (re-evaluate) ว่ากระบวนการตรงไหนไม่ถูกต้อง ซึ่งแน่นอนว่าเขา (เจ้าหน้าที่ บพ.) ต้องรายงานว่า เขาออก AOC ตามเกณฑ์แล้ว แต่เราจะต้องไปดูว่าตรงไหนขาดตกบกพร่องหรือไม่ ซึ่งผลตรวจล่าสุดเราได้สั่งพักใบอนุญาตเดินอากาศไปแล้ว 3 สายการบิน และพักใบอนุญาต 5 สายการบินที่มีใบอนุญาตขนส่งวัตถุอันตราย หากพบอีกก็จะพักใบอนุญาตอีก โดยผมขอให้ตรวจให้จบในเดือน เม.ย.” สมชาย กล่าว
นอกจากนี้ สมชาย ระบุว่า บพ.จะออกระเบียบการกำหนดอัตราเบี้ยเลี้ยงกรณีที่เจ้าหน้าที่ บพ.ไปตรวจสอบสายการบินต่างๆ เพราะที่ผ่านมาเงินเบี้ยเลี้ยงรายวันส่วนนี้ สายการบินจะเป็นคนออกให้กับเจ้าหน้าที่ และสายการบินก็ร้องเรียนเรื่องนี้เข้ามามาก พร้อมทั้งมีแนวคิดที่จะให้เปิดเผยข้อมูล ขั้นตอน และกระบวนการออกใบ AOC ต่อสาธารณะว่าแต่ละใบอยู่ในขั้นไหนแล้ว ซึ่งให้เกิดความโปร่งใส
“มันไม่ควรมีค่าเบี้ยเลี้ยงที่จ่ายตรงไปยังเจ้าหน้าที่ แม้การจะให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจ มันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมปกติ แต่จากนี้ไป บพ.จะออกระเบียบให้ชัดเจนว่า บริษัทจะจ่ายค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ แต่ต้องส่งให้กรม ไม่ใช่ส่งให้เจ้าหน้าที่โดยตรงเหมือนในอดีต ตรงนี้จะทำให้เกิดความโปร่งใส จะปล่อยให้ไปจ่ายกันเองไม่ได้”
สมชาย ยอมรับว่า แม้จะทำการประเมินกระบวนการออก AOC ได้ครบในเดือน เม.ย. ก็ยังไม่ได้ทำให้ไทยหลุดจากรายชื่อประเทศที่มีการกำกับดูแลสายการบินไม่ได้มาตรฐาน เพราะ ICAO ต้องการให้ไทยเริ่มกระบวนการออกใบรับรองเดินอากาศใหม่ทั้งหมด ซึ่งคงไม่ทันวันที่ 30 พ.ค.นี้
แต่เพื่อเริ่มต้นนับหนึ่งในการออกใบรับรอง AOC ใหม่ตามที่ ICAO กำหนด สมชาย กล่าวว่า รัฐบาลได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 แยก บพ.ออกเป็นสถาบันการบินพลเรือนแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่ออกใบอนุญาตและกำกับดูแลสายการบินของไทย (เรกูเลเตอร์) กรมการขนส่งทางอากาศ ที่มีหน้าที่บริหารสนามบินของ บพ. และหน่วยสอบสวนอุบัติเหตุ หน่วยค้นหาและช่วยเหลือ โดยจะทำให้เสร็จภายใน 1 เดือนหรือเดือน เม.ย.นี้ จากนั้นจะเริ่มกระบวนการออกใบ AOC ใหม่ ให้เสร็จในช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย. 2558
“หลังพ้นวันที่ 30 พ.ค. จนถึงวันที่เราออกใบ AOC เสร็จ ซึ่งเป็นช่วงที่ชื่อประเทศไทยอยู่ในลิสต์ แต่ในระหว่างนี้สายการบินของเราจะเจออะไรบ้าง มันขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศจะใช้ ซึ่งเขามีกฎหมายและนโยบายของเขา จึงต้องขึ้นอยู่ว่าเขาจะใช้แค่ไหน อาจจะใช้มากหรือใช้น้อย เราบอกไม่ได้ แต่ บพ.ก็ไม่นิ่งนอนใจ โดยจะเข้าไปดูว่ากฎหมายและนโยบายของแต่ละประเทศเป็นอย่างไร”
สมชาย ได้ยกตัวอย่างการเจรจากับญี่ปุ่นที่เข้มงวดกับสายการบินของไทยว่า ญี่ปุ่นยืนยันที่จะมีนโยบายผ่อนคลายความเข้มงวดกับไทยแล้ว และวันที่ 2 เม.ย. จะไปเกาหลีใต้เพื่อชี้แจงกรณี ICAO ซึ่งเกาหลีใต้จะยอมรับหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (FAA) จะเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของไทย มั่นใจว่าทั้ง บพ.และสายการบินมีความพร้อม
“สายการบินเขามั่นใจว่าเขาได้มาตรฐาน ซึ่งต้องบอกก่อนว่า ที่ ICAO มาตรวจ เขามาตรวจระบบการกำกับดูแล ไม่ใช่ตรวจสายการบิน ซึ่งสายการบินเราบอกว่าพร้อม”
สำหรับความเสียหายที่เกิดกับสายการบินและประเทศจากความไม่ได้มาตรฐานในการออก AOC สมชาย ระบุว่า หากเอกชนเสียหายก็ฟ้องร้อง บพ.ตามกฎหมายความผิดว่าด้วยการละเมิด แต่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป จากนั้น บพ.จึงจะไปดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ บพ.
“ในฐานะผู้นำองค์กร ผมก็ต้องบอกว่ามั่นใจว่าการออก AOC ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่จะเสนอมาได้อย่างไร แต่ถ้าจะถามว่าต้องมีคนรับผิดชอบหรือไม่ ตอนนี้ผมยังไม่ได้คิดถึงการรับผิดชอบ และการลงโทษ แต่คิดว่าจะทำอย่างไรจะปลด SSC ให้ได้ ต้องแก้ตรงนี้ก่อน เราต้องใช้กำลังคนที่มีอยู่ก่อน ส่วนคนก่อปัญหา ก็รอให้จบเรื่องนี้ก่อนค่อยว่ากัน”
เมื่อถามว่า คิดอย่างไรที่มีคนมองว่า บพ.เป็นบ่อเงินบ่อทอง สมชาย ระบุ “ถ้าอยู่ในลักษณะที่จะเรียกเงินได้ แม้แต่ภารโรงหรือยามก็เรียกได้ แต่ผมอยู่มาจนถึงวันนี้ ไม่ได้อยู่ในไลน์ (สายงาน) ไม่เคยได้รับ ไม่เคยเรียก ไม่เคยร้อง”
ส่วนปรากฏการณ์โดมิโนที่ว่าสายการบินไทยถูกห้ามบินเพิ่มหรือไม่นั้น สมชาย ยอมรับว่า “ตอบไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศ แต่ถ้าไทยอยู่ในลิสต์ สายการบินต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ และต้องระมัดระวัง ซึ่งผมมั่นใจว่าเราคงไม่ถึงขั้นถูกห้ามเข้าน่านฟ้าประเทศอื่นๆ”
เหลือเวลาอีก 6 เดือนก่อนเกษียณอายุราชการ สำหรับ สมชาย ที่รัฐบาล คสช. ส่งเข้ามารั้งตำแหน่งอธิบดี บพ.เพื่อสะสางปัญหาภายใน บพ.ที่สะสมมาเป็นสิบๆ ปี ท่ามกลางกลุ่มอิทธิพลต่างๆ แต่สมชาย ยังมั่นใจว่า “กรณี ICAO มันสร้างแรงกระเพื่อมให้วงการการบินแน่ แต่จะทำอย่างไรให้หยุดได้เร็วที่สุด และถ้ามีการวางระบบการกำกับดูแลไว้ดี ก็มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำสองอีก”







