
งบอุ้มยาง1.3หมื่นล้านฝีแตก
งบแทรกแซงยาง 1.3 หมื่นล้านฉาวหนัก จนต้องปลดผู้อำนวยการโครงการมูลภัณฑ์กันชนฯ สนช.ระบุ รมช.เกษตรฯ ต้องรับผิดชอบ
งบแทรกแซงยาง 1.3 หมื่นล้านฉาวหนัก จนต้องปลดผู้อำนวยการโครงการมูลภัณฑ์กันชนฯ สนช.ระบุ รมช.เกษตรฯ ต้องรับผิดชอบ
แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2558 ที่ผ่านมา นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรฯ ได้ลงนามในคำสั่งปลด นางเรไร รัตนสุภา ผู้จัดการโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงในการใช้เงินโครงการมูลภัณฑ์กันชนฯ กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท แต่มีข้อร้องเรียนว่ามีการดำเนินการที่ไม่โปร่งใสเงินไม่ถึงมือเกษตรกร ทำให้นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรฯ ได้ลงนามตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่า การซื้อยางมีการทุจริตหรือเอื้อต่อพ่อค้าคนกลางหรือไม่
อย่างไรก็ตาม นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการทุจริตในโครงมูลภัณฑ์กันชนฯ ว่า แม้จะปลดผู้อำนวยการโครงการแล้ว แต่นายอำนวยในฐานะกำกับโครงการต้องรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย
“โครงการมีการทุจริตกันจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่จุดรับซื้อได้รับส่วนต่างกิโลกรัมละ 2-4 บาท ส่วนพ่อค้าที่นำยางมาขายได้ส่วนต่างถึง 10 บาท ทำให้เม็ดเงินจากโครงการถึงมือเกษตรกรแค่ 10% เพราะเกษตรกรไม่สามารถนำยางเข้ามาขายที่จุดรับซื้อได้ จึงขายให้กับพ่อค้านอกจุดรับซื้อที่ราคา 48 บาท จึงต้องปลดผู้อำนวยโครงการฯ และจะเรียกมาสอบสวนโดยเร็ว หากพาดพิงถึงใครจะต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งหมด เพราะเป็นวงเงินมหาศาลที่หายไป” นายอุทัย กล่าว
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวรัฐบาลชุดนี้ได้ใช้เงินเข้ารับซื้อยางในราคานำตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557 จนถึงเดือน มี.ค. 2558 อนุมัติมาทั้งหมด 1.6 หมื่นล้านบาท โดยกระทรวงเกษตรฯ ใช้เงินเข้าซื้อยางไปแล้ว 1.3 หมื่นล้านบาท แต่พบว่าตลอดโครงการที่เปิดจุดรับซื้อยางแผ่นรมควันในตลาดกลาง 6 แห่งทั่วประเทศ ในราคา 62 บาท/กก. กลับมีพ่อค้านำยางเข้ามาขายแทนเกษตรกร
นายอุทัย กล่าวว่า ได้เสนอให้ปลดผู้อำนวยการโครงการมูลภัณฑ์กันชนฯ เพราะขณะนี้ยังเหลือเงินอีก 3,000 ล้านบาท ที่จะไว้ใช้รับซื้อในฤดูเปิดกรีดยางใหม่ในเดือน พ.ค. ซึ่งมีแนวโน้นว่าราคายางจะยังตกต่ำลงไปอีก จึงต้องเร่งตรวจสอบทุจริตให้ชัดเจนและวางกฎให้เข้มงวด โดยจะปรับเกณ์การซื้อให้จำกัดเฉพาะเกษตรกรรายย่อย รายละไม่เกิน 25 ไร่ เป็นหลัก







