
อีคอมเมิร์ซบูม ‘ไทคอนฯ’ เร่งเพิ่มพื้นที่เช่า
เมื่อการเมืองยังไม่เคลื่อนไหวรุนแรง ธุรกิจที่มีศักยภาพมีอนาคตจึงชิงจังหวะลงทุน เช่น ธุรกิจโรงงาน และคลังสินค้าให้เช่า เพื่อรับดิจิทัล อีโคโนมี ที่จะเฟื่องฟู
เมื่อการเมืองยังไม่เคลื่อนไหวรุนแรง ธุรกิจที่มีศักยภาพมีอนาคตจึงชิงจังหวะลงทุน เช่น ธุรกิจโรงงาน และคลังสินค้าให้เช่า เพื่อรับดิจิทัล อีโคโนมี ที่จะเฟื่องฟู
วีรพันธ์ พูลเกษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (ไทคอน) เปิดเผยว่า ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เช่ากว่า 3 แสนตารางเมตร ดันรายได้โตกว่า 10% จากปีที่ผ่านมา มีพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าให้เช่า 2.8 แสนตารางเมตร รายได้ 5,856.46 ล้านบาท โดยรายได้ที่เพิ่มมาจากผลิตภัณฑ์สนองลูกค้าครอบคลุมขึ้น เช่น พัฒนาโรงงานขนาดเล็กพื้นที่ 500 ตารางเมตร เจาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ขยายคลังสินค้าไปต่างจังหวัด รวมทั้งเป็นครั้งแรกไปลงทุนต่างประเทศ
ประเทศแรกที่ไปลงทุนไตรมาส 2 นี้ คือ อินโดนีเซีย ปัจจุบันอยู่ในขั้นตกลงร่วมทุนกับพันธมิตร ซึ่งจะลงทุนทั้งโรงงานให้เช่าและคลังสินค้าให้เช่าในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของจาการ์ตา ซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมยานยนต์อยู่มาก เพื่อเจาะกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นที่เคยลงทุนด้านยานยนต์ในไทยแล้วขยายไปลงทุนอินโดนีเซีย และผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะไปขายในอินโดนีเซียด้วย
“กลยุทธ์การแข่งขันของไทคอนคือสร้างความแตกต่าง เน้นมีคลังสินค้าพร้อมใช้ให้บริการลูกค้า จากปกติรายอื่นจะรอความต้องการลูกค้ามาก่อนค่อยสร้าง ซึ่งต้องใช้เวลาสร้างนาน 1 ปี รวมทั้งมีทำเลที่ตั้งให้ลูกค้าเลือกมากขึ้น เช่น คลังสินค้าที่ขอนแก่น จะสร้างเสร็จไตรมาส 3 ลำพูน สร้างเสร็จไตรมาส 4 จากนั้นจะสร้างที่สุราษฎร์ธานีลำดับต่อไป ส่วนต่างประเทศหลังขยายไปอินโดนีเซียแล้ว พื้นที่ถัดไปที่จะลงทุนคือ พม่าและเวียดนาม” วีรพันธ์ กล่าว
วีรพันธ์ กล่าวว่า บริษัทมีแผนระดมทุน ขยายโรงงานและคลังสินค้ากลุ่มไทคอน 4,000 ล้านบาท เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ไตรมาส 2-3 นี้ รวมทั้งมีแผนแปลงกองทุนอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มไทคอนที่มีอยู่ 3 กอง มูลค่าทรัพย์สินรวม 2.29 หมื่นบาท มาเข้าในกอง REIT นี้เพิ่มเติม ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือแนวทางกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ปธาน สมบูรณสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน โลจิสติคส์ พาร์ค (ทีพาร์ค) บริษัทในเครือไทคอน กล่าวว่า ปีนี้จะมีพื้นที่คลังสินค้าให้เช่าใหม่ 2.5 แสนตารางเมตร ครึ่งหนึ่งเป็นคลังสินค้าแบบสร้างพร้อมใช้ (เรดี้ บิลต์) อีกครึ่งเป็นคลังสินค้าแบบพัฒนาตามความต้องการใช้งานของลูกค้าเฉพาะราย (บิลต์ ทู สูท) เปลี่ยนไปจากสัดส่วนปีก่อน ที่เป็นบิลต์ ทู สูท เพียง 20% ที่เหลือเป็นเรดี้ บิลต์ทั้งหมด เพราะลูกค้าต้องการคลังสินค้าที่ซับซ้อนขึ้น รองรับเทคโนโลยีที่ใช้คนทำงานน้อยลง
สำหรับปีนี้กลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพขยายตัวดี คือกลุ่มอีคอมเมิร์ซ โดยพบว่ามีเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าออนไลน์ใหม่ๆ เพิ่งเข้ามาทำตลาดในไทย เปลี่ยนจากการเช่าคลังสินค้าที่อื่นเพียง 1,000 ตารางเมตร มาเช่าคลังสินค้าของทีพาร์ค 1 หมื่นตารางเมตร สะท้อนการเติบโตของอีคอมเมิร์ซได้ดี ซึ่งคลังสินค้าที่ต้องการส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ เพราะเอื้อต่อการซื้อขายออนไลน์ กลุ่มอื่นที่มีศักยภาพโตคือ กลุ่มสินค้าสารเคมีอันตราย ต้องการพื้นที่กว่า 1 หมื่นตารางเมตร
แม้สภาพเศรษฐกิจรวมจะฝืด แต่จากปัจจัยบวกหลายอย่างอาจทำให้ปีนี้เป็นปีทองของธุรกิจโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าได้







