posttoday
มาตรการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่น่าเฝ้ามอง

มาตรการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่น่าเฝ้ามอง

30 มีนาคม 2558

เมื่อได้อ่านข่าวสารที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่าสถานการณ์ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

โดย...สุรพล โอภาเสถียร

เมื่อได้อ่านข่าวสารที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่าสถานการณ์ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กำลังเข้าสู่ภาวะการขาดสภาพคล่องค้าขายไม่ดี ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน แน่นอนว่าภาครัฐที่เป็นพระเอกในการแก้ไขปัญหาเวลานี้ก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม เพราะทุกฝ่ายก็ยอมรับในเรื่องความสำคัญของเอสเอ็มอี

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2557 ที่ผ่านมา จึงมีมติออกมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีขนาดเล็กรวม 10 โครงการ เพื่อให้เอสเอ็มอีกลุ่มเป้าหมายในการช่วยเหลือเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ในยามที่ธนาคารพาณิชย์ชะลอการให้สินเชื่อหรือเข้มงวดในการลดความเสี่ยง นอกจากนี้ ครม.ยังจัดให้มีมาตรการสนับสนุนให้เอสเอ็มอีปรับปรุงกิจการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มาตรการเหล่านี้มีส่วนที่สำคัญ คือ เรื่องการจัดหาเงินทุนมาสนับสนุน

มาตรการที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดคือ มาตรการให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยที่จะคิดจากเอสเอ็มอีในระดับให้เหมาะสมต่อไป ซึ่งข่าวออกมาว่ามีการเสนอให้กระทรวงการคลังรับภาระ 3% และให้เอสเอ็มอีจ่ายเพียง 4% และเพิ่มวงเงินการให้สินเชื่อต่อรายจาก 15 ล้านบาท เป็น 50 ล้านบาท และให้ชะลอการเข้ามากำกับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย จนกว่าภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคตและการขาดแคลนแรงงาน การเพิ่มวงเงินที่รัฐบาลชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อแทนเอสเอ็มอีขนาดเล็กในปีแรก ในโครงการ PGS ระยะที่ 5 ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมวงเงินค้ำประกันอีก 5 หมื่นล้านบาท

การกำหนดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐผ่อนปรนการวิเคราะห์สินเชื่อให้เอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มีประวัติการค้างชำระหนี้ ที่มีการจัดเก็บไว้กับบริษัทข้อมูลเครดิต หรือเครดิตบูโร โดยหากว่าลูกหนี้นั้นมีลักษณะมีประวัติค้างชำระอันเกิดจากการที่เอสเอ็มอีรายนั้น ไม่ไปชำระหนี้ตามกำหนดตามสัญญาเงินกู้ที่ไปทำไว้ หรือที่ชอบโยนความไม่ชอบในเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างคนที่ให้กู้กับเอสเอ็มอีที่ตัวเองปล่อยกู้ไปแล้วไม่มาชำระหนี้ตามนัด มาว่าเป็นความผิดของเครดิตบูโรที่ไปเก็บประวัติเขาไว้ตามภาษาชาวบ้านว่า “ติดเครดิตบูโร” หากแต่ว่าถ้าในประวัติการชำระหนี้ยังมีข้อมูลที่แสดงความมีวินัยจ่ายหนี้คืนอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 1 ปีหรือ 12 งวดที่ครบถ้วน อาจมีช้าไม่ไปตามนัดแต่ก็มาจ่ายในที่สุดแล้ว ก็น่าจะพิจารณาให้โอกาสที่จะสามารถกู้เงินจากธนาคารรัฐ รวมทั้งเอสเอ็มอีแบงก์ได้ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะตอบโจทย์ของปัญหาเอสเอ็มอีวิ่งไปหาหนี้นอกระบบได้ด้วย

ครั้งหน้ามาติดตามกันครับว่า การสร้างความสมดุลระหว่างความเดือดร้อน : ความเสี่ยง : เงินหลวงที่จะใช้ชดเชยควรเป็นเช่นไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท