posttoday
จับสัญญาณ ‘สนช.’ ปลดล็อกสัมปทานปิโตรเลียม

จับสัญญาณ ‘สนช.’ ปลดล็อกสัมปทานปิโตรเลียม

26 มีนาคม 2558

ผ่านมาเกือบ 1 เดือนแล้ว นับตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจประกาศยกเลิกการยื่นคำขอสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงบนบกและแปลงในอ่าวไทย รอบที่ 21 หลังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และเครือข่ายปฏิรูปพลังงานเพื่อประชาชนออกมาคัดค้านว่า ไทยจะเสียประโยชน์จากการให้สัมปทานปิโตรเลียม

ผ่านมาเกือบ 1 เดือนแล้ว นับตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจประกาศยกเลิกการยื่นคำขอสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงบนบกและแปลงในอ่าวไทย รอบที่ 21 หลังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และเครือข่ายปฏิรูปพลังงานเพื่อประชาชนออกมาคัดค้านว่า ไทยจะเสียประโยชน์จากการให้สัมปทานปิโตรเลียม

เพื่อลดแรงเสียดทานจากสังคม และหาทางออกที่เหมาะสมในเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงกำหนดกรอบเวลาให้เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ให้เสร็จใน 3 เดือน

ล่าสุดได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ที่มี พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นประธาน และเพื่อให้การทำงานมีความรวดเร็ว พล.อ. สกนธ์ แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา 3 ชุด มาแก้ปมในประเด็นที่เครือข่ายปฏิรูปพลังงานกังวล

ประกอบไปด้วย 1.คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 มีหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายปิโตรเลียมฯ

2.คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งจะทำหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาและอุปสรรคการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวรวมถึงข้อดี ข้อเสีย และประสิทธิภาพของระบบการจัดเก็บภาษีปิโตรเลียมของประเทศไทย

และ 3.คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแผนงานและโครงการในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งจะเกิดจากปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมมาธิการฯ กำหนดประเด็นที่จะหาข้อสรุป 5 ด้าน คือ 1.ปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติอื่นที่เป็นทรัพยากรของชาติและนำไปสร้างประโยชน์อย่างไรได้บ้าง 2.ต้องทำให้ปิโตรเลียมที่มีอยู่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง 3.การบริหารจัดการปิโตรเลียมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเปิดให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม โปร่งใส ยั่งยืน และมีธรรมาภิบาลจะทำอย่างไรได้บ้าง 4.พิจารณากรณีการผูกขาด และ 5.ระบบการจัดการปิโตรเลียมจะต้องสร้างหลักประกันความมั่นคงด้านพลังงาน

“เมื่อเร็วๆ นี้คณะกรรมาธิการฯ พิจารณาปัญหาของระบบการให้สัมปทาน ซึ่งพบว่าเป็นระบบที่ให้สิทธิผูกขาดกับผู้รับสัมปทาน รัฐไม่สามารถควบคุมและตรวจสอบผลประโยชน์ได้สมบูรณ์ อีกทั้งเป็นระบบที่รัฐมีส่วนร่วมในการดําเนินงานและเปิดเผยข้อมูลน้อยกว่าระบบอื่นๆ ขณะที่สิทธิความเป็นเจ้าของเป็นของเอกชนทั้งหมด จึงสามารถจําหน่ายให้ใครก็ได้ รวมทั้งสิทธิของความเป็นเจ้าของปิโตรเลียมที่เป็นปริมาณสํารองที่พิสูจน์แล้วภายใต้สัญญาสัมปทาน” แหล่งข่าวจากกรรมาธิการ ระบุ

ขณะที่ท่าทีของกระทรวงพลังงานนั้น คุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า หลังกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติประกาศยกเลิกการเปิดให้ยื่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 21 ไปแล้ว ขณะนี้คงต้องรอกระบวนการทำงานของ สนช.พิจารณาปรับปรุงข้อกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันในทุกๆ เรื่อง ทั้งรูปแบบระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต และผลตอบแทนที่ภาครัฐควรได้รับ

ด้าน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี แกนนำเครือข่ายปฏิรูปพลังงาน หนึ่งในคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า คณะกรรมมาธิการฯ ประชุมกันมา 5 ครั้ง ซึ่งได้ทราบว่ากฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ตอนนี้มีประเด็นใดบ้างที่ต้องได้รับการแก้ไข แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ การเขียนกฎหมายจะต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก่อน จึงเห็นว่าการยกร่างกฎหมายทั้งฉบับใหม่น่าจะดีกว่ามานั่งแก้ไขกฎหมายทีละมาตรา ซึ่งจะทำให้การแก้ไขกฎหมายไม่เสร็จภายใน 3 เดือน

“เครือข่ายฯ ไม่ได้ต่อต้านการเปิดให้มีการยื่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียม แต่ไม่ใช่มีวิธีการเปิดสัมปทานแบบเดียว แต่ควรจะมีระบบแบ่งปันผลผลิต ระบบจ้างผลิตและระบบร่วมทุน รวมเป็น 4 ทางเลือก เพื่อจะได้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของแหล่งปิโตรเลียม และต้องเข้าใจว่า ระบบสัมปทานรัฐจะได้แต่เงิน แต่ถ้าเป็นระบบพีเอสซี รัฐจะได้เป็นของหรือสินทรัพย์” ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท