
นราธิวาสเผย 4 ยุทธศาสตร์ เขตศก.ชายแดนภาคใต้
โดย...แวดาโอ๊ะ หะไร
โดย...แวดาโอ๊ะ หะไร
แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบมากว่า 10 ปี แต่พื้นที่ชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะ จ.นราธิวาส ถือเป็นพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาการค้าชายแดนอย่างยิ่ง ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) มีมติให้ จ.นราธิวาส เป็นหนึ่งในพื้นที่จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการในปี 2559 เป็นต้นไป
ณัฐพงศ์ ศิริชนะ ผวจ.นราธิวาส เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมว่า ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายรวม 8 อำเภอ 13 ตำบล ได้แก่ อ.สุไหงโก-ลก ตากใบ แว้ง สุคิริน จะแนะ เมือง ยี่งอ และบาเจาะ
“จะเน้นการพัฒนา 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.การเชื่อมโยงโดยใช้ศักยภาพด้านการขนส่งของจังหวัดเป็นตัวขับเคลื่อน 2.การค้าชายแดน ใช้ศักยภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยจัดตั้งเขตปลอดอากร (Free Zone) หรือ Outlet ดึงดูดนักท่องเที่ยว 3.การท่องเที่ยวชายแดน เน้นลูกค้ามุสลิมกลุ่มประเทศอาเซียนและจีน และ 4.ด้านการค้าและการลงทุน มีโครงการสำคัญในการขับเคลื่อนประกอบด้วย โครงการ Economic Hub of Narathiwat ณ บ้านทุ่งคา ต.ละหาร อ.ยี่งอ จะพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางยางพาราและศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ฮาลาล จัดตั้งแหล่งพลังงานทดแทน อาทิ โซลาร์ฟาร์ม โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน”
ผวจ.นราธิวาส กล่าวอีกว่า การดำเนินการทั้งหมดจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อการพัฒนา จ.นราธิวาส เป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนโฉม จ.นราธิวาส ก็ว่าได้
ด้าน ศรัณย์ วังสัตตบงกช ประธานหอการค้านราธิวาส เห็นว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษจะทำให้เศรษฐกิจของนราธิวาสเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งภาคเอกชนได้ขานรับโดยเตรียมความพร้อมทั้งการศึกษาตลาด การเตรียมการเรื่องเงินลงทุนและจุดแข็งจุดอ่อนที่เชื่อมโยงกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
“คาดว่าหลังจากรัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ จ.นราธิวาส แล้วเสร็จจะทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่เติบโตขึ้นในระยะแรกไม่ต่ำกว่า 30%”
ประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า พื้นที่ต่างจะแบ่งการพัฒนาดังนี้ อ.สุไหงโก-ลก จะเป็นการค้าชายแดนที่ปลอดภาษี อ.ตากใบ และ อ.แว้ง เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อ.ยี่งอ จะเป็นศูนย์กลางการลงทุนและเขตอุตสาหกรรม ขณะที่ อ.เมืองนราธิวาส จะเป็นศูนย์กลางการนำเข้าและส่งออกสินค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความพร้อมของบุคลากร รวมทั้งวัตถุดิบตามที่มีการศึกษาพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ความไม่สงบที่หน่วยงานความมั่นคงมั่นใจว่าความรุนแรงลดลง พร้อมกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขกับกลุ่มขบวนการกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง หากการพัฒนาเศรษฐกิจส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้น ก็น่าจะทำให้สถานการณ์ในภาพรวมดีขึ้นอย่างแน่นอน







