
ลุ้นตรึงก๊าซฯ ลดขายปลีกดีเซล
เหลืออีกเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น กระทรวงพลังงานจะมีการประกาศราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ประจำเดือน เม.ย. จากปัจจุบันที่ราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้มประจำเดือน มี.ค.อยู่ที่ 24.16 บาท/กิโลกรัม
เหลืออีกเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น กระทรวงพลังงานจะมีการประกาศราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ประจำเดือน เม.ย. จากปัจจุบันที่ราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้มประจำเดือน มี.ค.อยู่ที่ 24.16 บาท/กิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม ในการประกาศราคาก๊าซก๊าซหุงต้ม ประจำเดือน มี.ค. กระทรวงพลังงานยังคงตรึงราคาก๊าซไว้เท่าเดิม แม้ว่าราคาก๊าซในช่วงนั้นจะปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยใช้วิธีลดอัตราเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลงจาก 53 สตางค์/กิโลกรัม (กก.) เหลือ 23 สตางค์/กก.
สำหรับในเดือน เม.ย.นี้ มีความเป็นไปได้อย่างมากที่ว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน เป็นประธาน จะตัดสินใจตรึงราคาแอลพีจีไว้ที่ระดับ 24.16 บาท/กก. ต่อไปอีก 1 เดือน เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การพิจารณาราคาแอลพีจีประจำเดือน เม.ย.นี้ เชื่อว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากราคาเดิม เพราะเมื่อพิจารณาจากราคาน้ำมันในช่วงนี้ที่ปรับลดลงมา น่าจะสะท้อนให้ราคาแอลพีจีเท่ากับราคาเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กบง. ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับ
ยานยนต์ (เอ็นจีวี) ในช่วงนี้คาดว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคาแต่อย่างใด โดยปัจจุบันราคาก๊าซเอ็นจีวีอยู่ที่ 13 บาท/กก. ซึ่งก๊าซดังกล่าวพบว่าไม่มีการเรียกเก็บภาษีและไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
ขณะที่การความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศนั้น กระทรวงพลังงานยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน โดยจะปล่อยให้ราคาขายปลีกเป็นไปตามกลไกตลาด และล่าสุดผู้ค้าน้ำมันได้ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลง 40 สตางค์/ลิตร (มีผลเวลา 05.00 น. ของวันที่ 25 มี.ค.) ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ทำให้ค่าการตลาดอยู่ที่ระดับ 2.37 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลงมาอยู่ที่ 26.09 บาท/ลิตร ส่วนกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ยังไม่มีการปรับราคา เนื่องจากค่าตลาดยังไม่สูง
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาฐานะกองทุนน้ำมัน ล่าสุดพบว่ากองทุนมีเงินสะสมอยู่ที่ระดับ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากในระดับหนึ่ง จึงไม่มีความจำเป็นที่ กบง.ต้องเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพิ่ม โดยเฉพาะกรณีการเก็บเงินกองทุนในส่วนของก๊าซแอลพีจีที่มีการแยกบัญชีในการจัดเก็บเงินไว้ กองทุนสามารถนำมาอุดหนุนกรณีราคาก๊าซแอลพีจีปรับเพิ่มขึ้นได้







