posttoday
สหกรณ์...เร่งฟื้นฟู ‘ความเชื่อมั่น’

สหกรณ์...เร่งฟื้นฟู ‘ความเชื่อมั่น’

24 มีนาคม 2558

การทุจริตยักยอกเงินในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นเป็นเงินกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท แถมยังมีรายการนำเงินไปทำบุญถวายวัดชื่อดังอีก 684 ล้านบาท จนนำไปสู่การขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายให้ผู้ฝากเงินรายย่อยซึ่งแห่กันไปถอนเงิน จนที่สุดศาลล้มละลายกลางสั่งให้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งขณะนี้ก็ยังสับสนว่าหน่วยงานใดจะทำหน้าที่ในการกำกับสหกรณ์ฯ คลองจั่นให้เป็นไปตามคำสั่งศาล

การทุจริตยักยอกเงินในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นเป็นเงินกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท แถมยังมีรายการนำเงินไปทำบุญถวายวัดชื่อดังอีก 684 ล้านบาท จนนำไปสู่การขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายให้ผู้ฝากเงินรายย่อยซึ่งแห่กันไปถอนเงิน จนที่สุดศาลล้มละลายกลางสั่งให้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งขณะนี้ก็ยังสับสนว่าหน่วยงานใดจะทำหน้าที่ในการกำกับสหกรณ์ฯ คลองจั่นให้เป็นไปตามคำสั่งศาล

กรณีนี้ให้บทเรียนอะไรบ้าง ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าระบบสหกรณ์เป็นสิ่งที่ดี ประเทศไทยมีสหกรณ์มา 99 ปี ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 8,000 แห่ง มีสมาชิกกว่า 12 ล้านคน ด้วยมูลค่าธุรกิจ 2.5 ล้านล้านบาท แต่ในจำนวนนี้เป็นสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรเพียงร้อยละ 25 ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ที่เกี่ยวกับการออมทรัพย์และปล่อยกู้ ซึ่งเดิมความมุ่งหมายในช่วงก่อตั้งเพื่อให้สหกรณ์ประเภทนี้เป็นแหล่งเงินออมของเกษตรกรและประชาชน เป็นแหล่งทุนที่เข้าถึงง่ายและมีดอกเบี้ยต่ำ โดยได้รับการยกเว้นภาษี โดยเฉพาะภาษีกำไรของนิติบุคคล พอนานเข้าสหกรณ์ออมทรัพย์ก็ถูกครอบงำโดยนายทุน มีการแตกหน่อ ขยายตัวกลายเป็นบริษัทไฟแนนซ์คล้ายเป็นธนาคารกลายๆ กรณีสหกรณ์ฯ คลองจั่นมีผู้ฝากเงินเกือบ 6 หมื่นราย เฉพาะหนี้สินตามบัญชีสูงถึง 2.1 หมื่นล้านบาท

ปัญหาของสหกรณ์ฯ คลองจั่น เป็นเพียงปลายยอดน้ำแข็งของปัญหาที่ลอยพ้นน้ำให้เห็น ยังมีสหกรณ์ออมทรัพย์จำนวนมากที่กรรมการผูกขาดกลายเป็นบริษัทส่วนตัว ขาดการตรวจสอบและมีปัญหาหมักหมม รัฐบาลควรตั้งคณะทำงานเร่งเข้าไปตรวจสอบ เพราะเกี่ยวข้องกับวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่น ขณะนี้เริ่มมีปัญหากับบางสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ผู้ฝากเงินเริ่มแห่ไปถอนเงินและไม่ค่อยพอใจความโปร่งใสของคณะกรรมการ ผมไม่แน่ใจว่ากรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะมีขีดความสามารถในการตรวจสอบ เพราะหากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรณีอย่างสหกรณ์ฯ คลองจั่นคงไม่เกิดขึ้น อาจจำเป็นที่จะต้องตั้งทีมที่มาจากหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่กำกับสถาบันการเงิน มีประสบการณ์และศักยภาพ ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นใจ เพราะหากผู้ฝากเงินเป็นล้านบัญชีแห่กันถอนเงินจะกลายเป็นปัญหาที่แก้ยาก

ในเชิงโครงสร้างคงต้องเร่งปฏิรูปโดยแยกสหกรณ์เพื่อการเกษตร ซึ่งยังคงให้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำกับเหมือนเดิม เพราะเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ขณะที่สหกรณ์ออมทรัพย์ควรพิจารณาให้ไปอยู่กับกระทรวงการคลัง ยกเป็น “ไฟแนนซ์ในรูปของสหกรณ์” ให้ชัดเจน และให้มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเหมือนกับสถาบันการเงินทั่วไป โดยเฉพาะการปล่อยกู้ต้องคำนึงถึงสัดส่วนเงินฝากต่อเงินกู้ สภาพคล่อง การสำรองหนี้เสีย โดยส่วนตัวแล้วสหกรณ์ออมทรัพย์หากปัดฝุ่น แก้ไขจุดอ่อนและช่องโหว่ ก็จะเป็นสถาบันการเงินรากหญ้า เป็นที่พึ่งของเกษตรกรและชาวบ้าน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท