
ล่านายหน้า ‘จีทูจี’
ยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไป สำหรับคณะอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตกรณีการระบายข้าวสารในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ที่มี วิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นประธานอนุกรรมการฯ
ยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไป สำหรับคณะอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตกรณีการระบายข้าวสารในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ที่มี วิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นประธานอนุกรรมการฯ
แม้ว่าล่าสุดอัยการสูงสุดจะยื่นฟ้อง บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 21 คน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 4 สัญญา ซึ่งมีโทษสูงสุด คือ จำคุกตลอดชีวิต พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายคิดเป็นมูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งต้องติดตามว่าในวันที่ 21 เม.ย.นี้ ศาลจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีนี้หรือไม่
เมื่อ วิชา สั่งการให้คณะทำงานเร่งสรุปสำนวนคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวในส่วนที่เหลือ คือ เพื่อนำไปสู่การชี้มูลความผิดบริษัทอื่นๆ อีกกว่า 100 บริษัทที่มีส่วนเกี่ยวพันกับขบวนการทุจริตขายข้าวแบบจีทูจีครั้งนี้
โดยมีหลักฐานเป็น “เช็ค” สั่งจ่ายเงินซื้อข้าวจีทูจีไปยังกรมการค้าต่างประเทศ หลังจากที่มี “นายหน้า” ขนข้าวในสต๊อกรัฐบาลออกไปเร่ขายในราคาต่ำกว่าตลาด และบริษัทหรือโรงสีข้าวที่รับซื้อข้าวเอาไว้ บางรายนำข้าวไปขายต่อในตลาด เพราะเมื่อหักจากราคาที่ซื้อมาก็ยังพอมีกำไร 1-3 บาท/กิโลกรัม หรือบางรายส่งมอบข้าวที่มีต้นทุนถูกกว่าเข้าโกดัง ก่อนนำข้าวที่ได้จากโครงการรับจำนำไปขายในตลาด ซึ่งได้ราคาดีกว่า หรือที่เรียกว่า “การเวียนเทียนข้าว”
นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน ประธานสมาพันธ์สมาคมชาวนาแห่งประเทศไทย ซึ่งติดตามกรณีทุจริตในโครงการรับจำข้าวเปลือกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการเมื่อปี 2554 ระบุว่า ส่วนตัวเห็นว่ากรณีที่โรงสีซื้อข้าวที่มีนายหน้านำมาเร่ขายนั้น หากโรงสีสามารถพิสูจน์ได้ว่า ไม่รู้ที่มาของข้าวสารก็อาจไม่มีความผิด เพราะในตลาดปกติจะมีนายหน้าติดต่อขายข้าวให้โรงสี โดยบอกว่าซื้อข้าวจากชาวนาได้ในราคาต่ำ ซึ่งเมื่อโรงสีซื้อไปแล้วนำไปขายต่อหรือนำไปทำข้าวถุงก็พอมีกำไรส่วนต่าง 1-2 บาท/กิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม หากเป็นนายหน้าหรือโรงสีที่มีส่วนรู้เห็นและทำหน้าที่เป็น “นายหน้า” ให้กับเครือข่ายทุจริตข้าวแบบจีทูจีก็จะมีความผิดทันที เพราะแม้ว่า บริษัท สยามอินดิก้า ที่รับหน้าที่ขนข้าวสารออกจากโกดังรัฐบาล โดยอ้างว่าขนข้าวดังกล่าวเพื่อนำไปส่งออก จะถูกชี้มูลความผิดไปแล้ว
แต่ด้วยปริมาณข้าวซื้อขายข้าวจีทูจี 4 สัญญาที่มีมากกว่า 7 ล้านตัน ทำให้ลำพังบริษัท สยามอินดิก้าแห่งเดียวจะไม่มีความสามารถที่จะนำข้าวทั้งหมดออกขายในตลาด จำเป็นต้องมี “นายหน้า” ที่ทำหน้าที่รวบรวมโควตาคำสั่งข้าวจากโรงสีต่างๆ ในพื้นที่อีกทอดหนึ่ง จากนั้นจึงจะส่งคำสั่งไปยังบริษัท สยามอินดิก้า ก่อนจะทำการส่งมอบข้าวให้โรงสีที่สั่งซื้อ หรือดำเนินกระบวนการเวียนเทียนข้าวเข้าโกดัง ขณะที่โรงสีแห่งนั้นจะสั่งจ่ายเช็คเงินสดหรือเช็คสั่งจ่ายเงินให้กรมการต่างประเทศ แต่ในกระบวนการนี้ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่ามี “เงินสด” ไหลเวียนใต้ดินเท่าไหร่ แต่เป็นที่รู้กันในวงการว่ามีเงินสดสะพัดไปสู่กระเป๋าของนักการเมือง
วงการค้าข้าวระบุว่า พื้นที่ภาคเหนือจะมีโรงสีที่เป็นนายหน้าโควตาข้าวหลายแห่ง ตั้งแต่โรงสีของ “เฮียหรั่ง” จ.ลพบุรี โรงสีของ “เสี่ยเปี๊ยก” จ.กำแพงเพชร โรงสีของ “เฮียเซียะ” จ.พิจิตร โรงสีในอาณัติของอดีต รมต.ที่ จ.นครสวรรค์ ส่วนภาคอีสานนักการเมืองใหญ่ภาคกลางคุมโควตาอยู่







