
ตลาดหุ้นไม่รับรู้ข่าวดี
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายกลางปีนี้ แต่ตลาดหุ้นไทยถูกกระทบจากการที่ ธปท.ปรับประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ลง สะท้อนว่าการฟื้นตัวช้ากว่าคาด สังเกตว่าในช่วงที่ตลาดเป็นขาลง ตลาดจะมีปฏิกิริยาทันทีกับข่าวร้ายที่เข้ามากระทบ แต่กลับไม่รับรู้ข่าวดี บรรยากาศเช่นนี้อาจลากยาวถึงตลอดครึ่งปีแรก และคงต้องเลือกเป็นรายหุ้นที่มีข่าวสำหรับนักลงทุนที่ลงระยะสั้น แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว ช่วงนี้เป็นช่วงช็อปปิ้ง แต่ต้องฉวยจังหวะดีๆ แต่ต่อราคามากๆ ไม่ต้องรีบร้อน
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายกลางปีนี้ แต่ตลาดหุ้นไทยถูกกระทบจากการที่ ธปท.ปรับประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ลง สะท้อนว่าการฟื้นตัวช้ากว่าคาด สังเกตว่าในช่วงที่ตลาดเป็นขาลง ตลาดจะมีปฏิกิริยาทันทีกับข่าวร้ายที่เข้ามากระทบ แต่กลับไม่รับรู้ข่าวดี บรรยากาศเช่นนี้อาจลากยาวถึงตลอดครึ่งปีแรก และคงต้องเลือกเป็นรายหุ้นที่มีข่าวสำหรับนักลงทุนที่ลงระยะสั้น แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว ช่วงนี้เป็นช่วงช็อปปิ้ง แต่ต้องฉวยจังหวะดีๆ แต่ต่อราคามากๆ ไม่ต้องรีบร้อน
ธปท.ปรับลดเป้าเศรษฐกิจ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ธปท.ปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของปีนี้ลงเหลือ 3.8% จาก 4% ที่ประมาณการเมื่อเดือน ธ.ค.ปีก่อน (กระทรวงการคลังคาด 3.9% ปรับลงจากเดิม 4.1%) แม้ว่าการปรับลง 0.2% จะเป็นตัวเลขเพียงน้อยนิด แต่เป็นการปรับลงติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3
การปรับประมาณการครั้งนี้เป็นการปรับลดการลงทุนภาคเอกชนลงอย่างมาก จากเดิมที่มองว่าจะขยายตัว 7.2% เหลือโตเพียง 3.1% ส่วนการบริโภคภาคเอกชนปรับลงจากเดิมที่คาดโต 3.1% เหลือ 2.4% ส่วนการส่งออกเหลือโตเพียง 0.8% จากเดิมที่คาดโต 1% (แสดงว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อน ไม่สามารถกระตุ้นภาคส่งออกได้)
งบลงทุนเบิกจ่ายช้า
สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในเวลานี้ คือ เรื่องของการลงทุนภาครัฐ ที่ยังไม่มีอะไรเป็นรูปเป็นร่างในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้งบลงทุน(17.5% ของวงเงินงบประมาณรายปี) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญแต่ในช่วงเกือบ 6 เดือนของงบปี 2558 เบิกจ่ายไปเพียง 18.6% ของทั้งหมด 4.49 แสนล้านบาท เราได้แต่หวังว่าในช่วงที่เหลือของปี การเบิกจ่ายงบลงทุนจะเร่งตัวขึ้น ไม่เช่นนั้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ 3.8% ที่ ธปท.คาดไว้ก็ดูจะไกลเกินไป
1,650 ยังหวังได้
การคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาด ในปีนี้ บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดว่าจะเติบโต 32% จากฐานที่ต่ำในปีก่อนเป็น 102 บาท/หุ้น เมื่อเทียบกับ SET Index วานนี้ที่ 1,520 จุด คิดเป็น Forward P/E 14.9 เท่า ไม่แพงแต่ก็ไม่ถูก เป้าของดัชนีที่เคยประเมินไว้ 1,650 จุด (P/E 16 เท่า) ยังพอมีหวังหากเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้า แต่ยังไม่ใช่ในครึ่งปีแรก การลงทุนต้องเลือกเป็นรายหุ้นที่มีข่าวเฉพาะตัวสำหรับนักลงทุนที่ลงระยะสั้น (หากอยากเสี่ยงกับหุ้นเก็งกำไร ต้องมีวินัยอย่างมาก แต่ใจจริงแล้วไม่แนะนำค่ะ) แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว ต้องฉวยจังหวะดีๆ ไม่ต้องรีบร้อน กลุ่มน่าสนใจยังเป็นรับเหมาก่อสร้าง แบงก์ โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน และไอซีที กลุ่มไม่น่าสนใจ คือกลุ่มเกษตร ค้าปลีก พลังงาน และปิโตรเคมี
ไม่ต้องรีบ
กลุ่มที่ปรับลงหนักในระยะนี้ยังคงเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Commodity เช่น กลุ่มเหล็ก เกษตร และปิโตรเคมี ซึ่งธุรกิจยังไม่น่าสนใจ สำหรับกลุ่มรับเหมาเป็นกลุ่มหลักอีกกลุ่มหนึ่งที่ฉุดตลาดให้เสียบรรยากาศ เพราะเป็นกลุ่มที่ปรับขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปีจึงถูกขายทำกำไรหนัก ราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มนี้ถือว่าถูกแล้วในแง่ปัจจัยพื้นฐาน แต่การซื้อหุ้นต้องดูอารมณ์คนส่วนใหญ่ด้วย แนะให้ดูจากกราฟและสังเกตปริมาณการซื้อขายระหว่างวัน
ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์แข็งแรงกว่าตลาดและยังเป็นกลุ่มที่เราชอบ (หุ้นที่แนะนำไปแล้วมี MTLS, GL, ASK เป็นต้น) ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ราคาหุ้นปรับขึ้นไปจนแพงแล้วยกเว้น SVI ที่เริ่มน่าซื้อ ส่วนกลุ่มแบงก์ ให้ต่อราคา เพราะสินเชื่อไตรมาสแรกยังชะลอ กำไรไตรมาส 2 จะถูกกระทบเล็กน้อยจากการปรับลดดอกเบี้ย
สรุปโดยรวมคือไม่ต้องรีบค่ะ







