
ปตท.สผ.ชูจุดขายหุ้น ฝีมือบริหารโดดเด่นกว่าคู่แข่ง
โดย...ทีมข่าวตลาดทุน-หุ้นโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวตลาดทุน-หุ้นโพสต์ทูเดย์
หุ้นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) ปรับตัวลงมามาก ขณะนี้กลับมาป้วนเปี้ยนอยู่แถว100 บาทต้นๆ จนนักวิเคราะห์เริ่มให้คำแนะนำ “ซื้อ” หรือ “ถือ” จากที่คาดว่าในไตรมาสแรกปีนี้ ผลงานของบริษัทจะพลิกฟื้นขึ้นมาได้ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ขาดทุนหนักถึง 2.4 หมื่นล้านบาท หลังมีผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ในโครงการออสเตรเลียและแคนาดากว่า 3.3 หมื่นล้านบาท แต่การฟื้นตัวของ ปตท.สผ.ยังถูกจำกัดโดยราคาน้ำมันดิบที่ยังคงอ่อนตัวลงกว่าไตรมาส 4 ปี 2557
“เพ็ญจันทร์ จริเกษม” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มการเงินและการบัญชี PTTEP ให้สัมภาษณ์ว่า แนวโน้มผลประกอบการของ PTTEP จะขึ้นกับราคาน้ำมันดิบ ปริมาณการขาย และการบริหารต้นทุน ซึ่งบริษัทได้นำเสนอข้อมูลกับนักลงทุนและนักวิเคราะห์ว่า ในปี 2558 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของปริมาณการผลิตและขายปิโตรเลียมไว้ที่ประมาณ 3.43 แสนบาร์เรล/วัน เติบโตประมาณ 6% จากปี 2557 ที่คาดปริมาณขายอยู่ที่ 3.22 แสนบาร์เรล/วัน ส่วนเป้าหมายการเติบโตระยะยาวที่ประมาณ 6 แสนบาร์เรล/วันในปี 2563 อาจเลื่อนออกไปก่อน ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับโอกาสการเข้าซื้อกิจการ
บริษัทมีจุดแข็งเรื่องความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุนค่าใช้การดำเนินงานผลิต เฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 6-7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สะท้อนว่ามีระบบบริหารจัดการดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบบริษัทอื่นๆ จะอยู่ที่ประมาณหรือสูงกว่าระดับ 8-10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่บริษัทผู้ประกอบการธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก ส่วนใหญ่ขาดทุนในปี 2557 จากบันทึกการด้อยค่าจากการประเมินตีมูลค่าสินทรัพย์ แต่ PTTEP ยังสามารถมีกำไรสุทธิได้จำนวน 21,490 ล้านบาท
สถานการณ์ของ PTTEP ในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเพิ่มการโรดโชว์กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และนักลงทุนต่างชาติยังคงถือครองหุ้นบริษัทอยู่ในสัดส่วนประมาณ 20% ใกล้เคียงกับก่อนที่ราคาน้ำมันจะปรับลดลงแรงในช่วงปลายปี 2557 ถึงต้นปี 2558
“พอร์ตนักลงทุนต้องการกระจายความเสี่ยงและลงทุนในหุ้นกลุ่มสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เราเชื่อว่า PTTEP จะเป็นตัวเลือกเพราะมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงในด้านการบริหารต้นทุนเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ เห็นได้จากตัวเลขกำไรของเรา และส่วนหนึ่งผลประกอบการของธุรกิจนี้อยู่ที่ราคาน้ำมันดิบที่ไม่สามารถควบคุมได้ ส่วนปัจจัยที่บริหารควบคุมได้คือปริมาณขายมีเป้าหมายทำให้โต การบริหารต้นทุนถือเป็นจุดแข็งที่เราบริหารจัดการได้ดี”
นอกจากนั้น บริษัทยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างเงินทุนที่มีความแข็งแกร่ง โดยมีการบริหารจัดการแบบเตรียมความพร้อมตลอดเวลา ปัจจุบันบริษัทมีเงินสดในมือประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจ่ายเงินปันผลและภาษี รวมถึงมีความสามารถในการกู้เพิ่มเติมจากอัตราหนี้ต่อทุน (ดีอี) ที่ประมาณ 0.34 เท่า พร้อมเข้าซื้อกิจการหรือเข้าไปลงทุนในโครงการที่สร้างผลตอบแทนได้ทันที
อย่างไรก็ดี ไม่มีนโยบายในการซื้อหุ้นคืนเพราะในหลักการมีเป้าหมายต้องการให้ธุรกิจเติบโต หากซื้อหุ้นคืนสะท้อนว่าธุรกิจจะไม่มีการเติบโต ส่วนนโยบายบันทึกกลับการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ในปี 2557 โดยปกติจะไม่ทำ เพราะหากราคาน้ำมันเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น หากบันทึกกลับเข้ามางบการเงินจะมีความผันผวนจากรายการพิเศษ แต่หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นในอนาคตปริมาณขายปิโตรเลียมก็ดีขึ้น ทำให้บริษัทจะมีกำไรที่ดีขึ้นด้วย
ด้านมุมมองราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2558 บริษัทประเมินไว้แบบอนุรักษนิยมที่ประมาณ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังราคาวิ่งในช่วง 45-50 เหรียญสหรัฐ ไม่ได้หลุดต่ำกว่านี้ โดยผู้ประกอบรายใดที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายเงินสดต่ำกว่าระดับนี้ต้องหยุดการผลิตลง
ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยที่ขายของ PTTEP อยู่ประมาณ 42-43 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หากราคาน้ำมันยังยืนสูงกว่าระดับนี้ธุรกิจของบริษัทจะยังสามารถเดินไปต่อและยังมีกำไร ขณะที่ต้นทุนดังกล่าวแบ่งเป็นค่าเสื่อมอยู่ที่ประมาณ 22 เหรียญสหรัฐ แม้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงมาต่ำกว่าจุดคุ้มทุนที่ 42-43 เหรียญสหรัฐ แต่บริษัทยังสามารถผลิตเพื่อสร้างกระแสเงินสดได้ และเชื่อว่าราคาขายเฉลี่ยของบริษัทจะสูงกว่าจุดคุ้มทุน
ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มนิ่งในช่วงครึ่งหลังปี 2558 แหล่งเชลแก๊สเริ่มชะลอหรือหยุดการผลิตมีโอกาสที่ราคาน้ำมันขยับขึ้น หลังจากมีรายงานข้อมูลแท่นขุดเจาะล่าสุดเริ่มหยุดการทำงานเหลือจำนวนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับจากปี 2554 ส่งผลให้ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบตลาดเบรนต์ส่งมอบไตรมาส 4 ปี 2558 ราคาขยับไปที่ประมาณ 68 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
หากราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2558 ที่ 55 เหรียญสหรัฐ ด้านราคาขายเฉลี่ยก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเฉลี่ยของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 50 เหรียญสหรัฐ สัดส่วนหลักคือก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 70% ลดลงจากราคาเฉลี่ยปี 2557 ที่ระดับ 63 เหรียญสหรัฐ อ้างอิงราคาน้ำมันดิบดูไบที่ 97 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ราคาขายปิโตรเลียมเฉลี่ยต่อสัญญาจะอ้างอิงราคาน้ำมันสัดส่วนราว 30-50%
สำหรับแผนการปรับตัวภายในบริษัทรับมือราคาน้ำมันโลกรูดแรงในปี 2557 ทุกฝ่าย มีความตื่นตัวในการปรับลดค่าใช้จ่ายและทำต่อเนื่องในปีนี้ โดยใช้หลักการ ลด ละ เลื่อน คือ ลดค่าใช้จ่ายทำให้ต้นทุนลดลง ละ คือไม่ทำในเรื่องไม่จำเป็น และเลื่อนในโครงการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าออกไป เช่น ออยแซนด์ หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวดีขึ้นจนถึงระดับคุ้มค่าถึงจะกลับมาลงทุน
ด้านงบลงทุน 5 ปี (2558-2562) ที่ตั้งไว้ประมาณ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือ ตกปีละประมาณ 3,000 เหรียญสหรัฐ ได้เรียงความสำคัญของโครงการไว้โดยแบ่งเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของงบลงทุน 5 ปี จะใช้ลงทุนเพื่อรักษาความต่อเนื่องของระดับการผลิตที่มี เพื่อไม่ให้กระทบความสามารถการจัดส่งปิโตรเลียมให้ประเทศ ส่วนอีกประมาณ 40% จะเป็นโครงการที่มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์อาจเลื่อนให้ช้าหรือขยับมาทำเร็วขึ้น แต่จะมีบางโครงการที่ต้นทุนสูงจะเลื่อนหรือชะลอการลงทุนออกไปก่อน
หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงลดลงต่อไป เชื่อว่ามีโอกาสที่จะมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่สายป่านสั้นขายทรัพย์สินออกมา ขณะที่บริษัทมีสายป่านที่ยาวกว่าได้เตรียมความพร้อมไว้ทั้งโครงสร้างทุนที่แข็งและป้องกันความเสี่ยงในธุรกิจสำรวจและผลิตที่เสี่ยงสูง มีความเข้มงวดด้วยกรอบเพดานอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ที่ 0.5 เท่า สามารถก่อหนี้ได้อีกประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการขอวงเงินออกหุ้นกู้ไว้อีกประมาณ 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อความคล่องตัว หากภาวะตลาดดอกเบี้ยเอื้ออำนวย
“เราต้องเตรียมเงินไว้ทั้งเพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์และรีไฟแนนซ์เงินกู้ เพราะในอีก 5 ปีข้างหน้ามีภาระชำระคืนหนี้ประมาณรวม 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ” เพ็ญจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย







