
กริฟฟินที ต่อยอดรุ่นพ่อสู่ชาดังรุ่นลูก
การสร้างธุรกิจว่ายากแล้ว การรักษาธุรกิจไว้นับว่ายากกว่า แต่สิ่งที่ต้องถือว่าสุดยอด คือ การนำธุรกิจจากรุ่นพ่อมาต่อยอดต้องนับเป็นเรื่องยากที่สุด
การสร้างธุรกิจว่ายากแล้ว การรักษาธุรกิจไว้นับว่ายากกว่า แต่สิ่งที่ต้องถือว่าสุดยอด คือ การนำธุรกิจจากรุ่นพ่อมาต่อยอดต้องนับเป็นเรื่องยากที่สุด
กริฟฟินที ธุรกิจค้าชาแบรนด์ดังของสิงคโปร์ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการว่าสามารถแยกตัวออกจากธุรกิจครอบครัวได้ และกลายเป็นธุรกิจสร้างชื่อให้กับตระกูลในปัจจุบัน
ลิ้มเทียน เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มรสละมุนแห่งนี้ ต้องถือเป็นผู้ที่คลุกคลีในวงการชาของสิงคโปร์ตั้งแต่เด็กๆ และเป็นทายาทของเจ้าของธุรกิจผู้ค้าชารายใหญ่ ลิมลัมเต้ ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1918
ในวัยเด็ก ลิ้มเก็งตง ผู้เป็นพ่อมักให้ลิ้มเทียนผู้ลูกชิมชารสต่างๆ เสมอ บางวันต้องลองชามากกว่า 50 แบบด้วยซ้ำ ซึ่งลิ้มผู้ลูกก็ยอมรับว่า เจ้าตัวไม่สามารถสัมผัสถึงความแตกต่างของรสชาติได้เลย
“ผมรู้สึกว่าชารสชาติเหมือนกันหมด” ลิ้มเทียน กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้จะเติบโตมาท่ามกลางวงการชา แต่เด็กหนุ่มผู้นี้ก็ไม่เคยแตะต้องธุรกิจชาของที่บ้านเลย จนกระทั่งเรียนจบด้านการตลาดและการอาหารจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนในสหรัฐ และออกไปทำงานกว่า 10 ปี จึงเริ่มที่จะผันตัวกลับมาทำงานให้กับธุรกิจที่บ้าน
อย่างไรก็ตาม ลิ้มค้นพบว่า การทำธุรกิจของครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เข้าใจทีแรก เจ้าตัวรู้สึกถึงภาวะความสับสนทางวัฒนธรรมด้วยซ้ำ
เนื่องจากความตึงเครียดในการทำงานกับครอบครัวส่งผลต่อสายสัมพันธ์ในครอบครัว และไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องงานในเวลาส่วนตัว
ฉะนั้นเวลาอาหารเย็นซึ่งควรจะเป็นเวลาพักผ่อนของครอบครัว ก็กลายเป็นเวลาที่ยังคงมีการพูดคุยเรื่องธุรกิจกันอย่างเข้มข้น และยิ่งเมื่อมีปัญหา บรรยากาศความตึงเครียดปกคลุมไปทั่วบ้านทีเดียว
นอกจากนั้น ลิ้มเทียนยังพบว่า โมเดลธุรกิจของ ลิมลัมเต้ ไม่มีความยั่งยืนอีกด้วย
“เราพึ่งพาลูกค้ามากเกินไป ให้ลูกค้าเดินมาหาเรามากเกินไป อีกอย่างเรามีคู่แข่งจำนวนมาก เราจำเป็นต้องสร้างแบรนด์ธุรกิจของตนเองเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ลิ้มเทียน กล่าว
จากจุดนั้นเอง ลิ้มเทียนจึงตัดสินใจที่จะออกมาทำธุรกิจเป็นของตนเอง และเป็นที่มาของกริฟฟินที ในปัจจุบัน โดยอาศัยเงินทุนเริ่มต้นเพียง 2,500 เหรียญสิงคโปร์ (ราว 6 หมื่นบาท) เท่านั้น
แม้แนวคิดเรื่องกริฟฟินทีจะถูกต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์ เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มรสละมุนก็ยืนยันที่จะปั้นกริฟฟินทีขึ้นมา เพราะสิ่งนี้คือความฝันของพ่อ
“ความฝันของพ่อผม คือ การสร้างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ และนี่คือสิ่งที่ผมพยายามเพื่อเขา ซึ่งจะเป็นสิ่งที่พ่อสามารถพูดได้ว่านี่คือมรดกของเขา” เจ้าของกริฟฟินที ระบุ
อย่างไรก็ตาม การตั้งธุรกิจต้องยอมรับว่าเต็มไปด้วยความหินสำหรับเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่รายนี้ เนื่องจากต้องพบจากแรงเสียดทานจากภายในครอบครัว และการไม่ได้รับการยอมรับจากลูกค้า ลิ้มเทียนต้อง
ใช้เวลากว่า 2 ปี กว่าแบรนด์จะเริ่มติดตลาด
เนื่องจากสูตรการผสมชานั้นเป็นสูตรใหม่ทั้งหมด โดยเจ้าของธุรกิจพยายามที่จะนำเอาส่วนผสมแปลกๆ มาใส่ในชาแบบดั้งเดิม เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาด หลีกหนีตลาดอนุรักษนิยมที่มีการแข่งขันสูง และหันไปเปิดตลาดใหม่ๆ
แล้วจุดพลิกฟื้นธุรกิจก็มาถึง เมื่อ สปิเนอร์ลี ธุรกิจค้าปลีกกาแฟในสหรัฐ ตัดสินใจนำเข้าชาจากกริฟฟินที นับเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งออกชาไปยังต่างประเทศของธุรกิจแห่งนี้ และการส่งออกก็ค่อยๆ ขยายไปยังฟิลิปปินส์ ฝรั่งเศส ตามลำดับ
ในปัจจุบันหลังจากการทำธุรกิจมาได้ 9 ปี ชาของกริฟฟินทีก็ติดตลาด และธุรกิจก็มีอัตรารายได้เฉลี่ยที่ 5 ล้านเหรียญสิงคโปร์/ ปี (ราว 118 ล้านบาท) อีกทั้งยังมีลูกค้ารายใหญ่อย่างโรงแรม คาเปลลา สิงคโปร์ ฟูลเลอร์ตันเบย์ โฮเต็ล แกรม พาร์ค ออร์ชาร์ต เช่นเดียวกับร้านอาหารชื่อดังอย่าง พอลเลน คู เดอ ตา และกาตาลุนยา นอกจากนั้นยังมีฐานลูกค้าในต่างประเทศอย่างไอส์แลนด์ และรัสเซีย ผ่านการค้าบนโลกออนไลน์อีกด้วย
ร้านชากริฟฟอนถือเป็นแหล่งรวมชาจากหลายประเทศสำหรับบรรดาคอเครื่องดื่มรสละมุนโดยตรง







