
ส่องอนาคตสิงคโปร์ หลังสิ้น‘ลีกวนยิว’
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ลีกวนยิว อดีตนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบด้วยอายุ 91 ปี เมื่อวันที่ 23 มี.ค. เขาคือบุคคลสำคัญของสิงคโปร์ ที่สร้างชาติ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ผลักดันให้สิงคโปร์เป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างเต็มตัว เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเอเชียและของโลก
แม้ว่าลีกวนยิวจะวางมือทางการเมืองไปนาน พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาบริหารประเทศ แต่ต้องยอมรับว่าอิทธิพลของลีกวนยิวไม่เคยจืดจางลงไปจากสังคมสิงคโปร์ เห็นได้จากพรรคกิจประชาชน (People’s Action Party) ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง ยังกุมอำนาจบริหารประเทศมาตลอด พร้อมดำเนินนโยบายต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
มาวันนี้ เมื่อขาดหัวเรือใหญ่แล้ว ต้องจับตามองกันว่าสิงคโปร์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด
สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ วิเคราะห์ว่า ลีกวนยิวได้วางมือทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีทายาททางการเมือง 2 คน ได้แก่ โก๊ะจ๊กตง นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของสิงคโปร์ และลีเซียนลูง นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของลีกวนยิว
ในยุคสมัยของตระกูลลี ได้มีการวางรากฐานของประเทศไว้อย่างเข้มแข็ง ส่งผลให้สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ดังนั้นเชื่อว่าการดำเนินนโยบายต่อจากนี้ของรัฐบาลจะยังคงสานต่อการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำรงไว้ซึ่งการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ ภาคบริการ การเงิน และศูนย์กลางทางโลจิสติกส์
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้สิงคโปร์อาจจะประสบปัญหาทางการเมืองมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาสิงคโปร์มีการปกครองแบบพรรคเดียวมาตลอด โดยพรรคกิจประชาชนมีเสียงข้างมากในสภามาต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการปกครองที่เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด และเข้มงวด สร้างความไม่พอใจในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มมีการแสดงออกมากขึ้นในช่วงหลังมานี้ ส่งผลให้พรรคการเมืองที่เคยเข้มแข็งอาจไม่เข้มแข็งเหมือนเดิม และเป็นการเมืองหลายพรรคมากขึ้น
“การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นในทันที แต่เมื่อหมดยุคของตระกูลลี คาดว่าน่าจะส่งผลต่อเอกภาพทางการเมืองของประเทศและในยุคเศรษฐกิจเสรีนิยม ที่มีการเปลี่ยนแปลง มีการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น สิงคโปร์อาจจะต้องทำงานอย่างหนักมากขึ้น” สมภพ วิเคราะห์
ทั้งนี้ ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นประเทศที่เป็นท่าเรือนานาชาติติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก เป็นศูนย์กลางของธุรกิจทางการเงิน และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งทั้ง 3 ปัจจัยหลักนี้เป็นตัวแปรที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้น และเป็นงานของผู้นำประเทศต้องรักษาการเป็นผู้นำต่อไป เช่น ด้านท่าเรือจะมีท่าเรืออื่นๆ เข้ามาแข่งขัน อาทิ ท่าเรืออินเดีย รวมถึงในธุรกิจทางการเงินที่มีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น
อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการวางรากฐานนโยบายมาอย่างดีและชัดเจน เป็นประเทศการค้าของ
โลกและเอเชีย ทั้งด้านการเงินโลจิสติกส์ การบริการ และการศึกษา
การบริหารประเทศของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาได้เดินหน้าตามนโยบายที่วางไว้อย่างชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งคนในสิงคโปร์ก็ยอมรับการพัฒนาที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ทำให้ประเทศอยู่ในจุดที่เข้มแข็ง จึงไม่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า สิงคโปร์มีรัฐบาลที่ดีมีความต่อเนื่องด้านนโยบาย ไม่มีการแย่งชิงอำนาจ และไม่มีคอร์รัปชั่น คนจึงไม่มีปัญหาทางการเมือง เน้นการทำธุรกิจเพื่อพัฒนาประเทศ
ทั้งนี้ สิงคโปร์จะต้องปรับเปลี่ยนและพัฒนาประเทศตามสถานการณ์โลก รวมถึงเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องในอาเซียน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งสิงคโปร์และชาติอาเซียนอื่นๆ







