
119 ปี รถไฟไทย
วันที่ 26 มี.ค.ของทุกปี เป็นวันสถาปนาการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ “รฟท.” วันที่คนรถไฟได้ระลึกถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ วันที่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเสด็จฯ ตอกหมุดรางรถไฟขนาดมาตรฐานความกว้าง 1.435 เมตร สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เปิดเส้นทางรถไฟสายแรกของประเทศไทย จากวันนั้นถึงวันนี้ รฟท.มีอายุครบ 119 ปี แต่วันนี้ความภาคภูมิใจในอดีตของคนไทยที่เรามีระบบรางก่อนประเทศอื่นในภูมิภาค กลับกลายมาเป็นความห่วงใยและความหงุดหงิดใจว่า ทำไม รฟท.องค์กรที่ยิ่งใหญ่ในอดีตกลายเป็นองค์กรที่มีหนี้สินมหาศาล มีปัญหาเรื่องการบริการ และขาดความเชื่อมั่น
วันที่ 26 มี.ค.ของทุกปี เป็นวันสถาปนาการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ “รฟท.” วันที่คนรถไฟได้ระลึกถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ วันที่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเสด็จฯ ตอกหมุดรางรถไฟขนาดมาตรฐานความกว้าง 1.435 เมตร สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เปิดเส้นทางรถไฟสายแรกของประเทศไทย จากวันนั้นถึงวันนี้ รฟท.มีอายุครบ 119 ปี แต่วันนี้ความภาคภูมิใจในอดีตของคนไทยที่เรามีระบบรางก่อนประเทศอื่นในภูมิภาค กลับกลายมาเป็นความห่วงใยและความหงุดหงิดใจว่า ทำไม รฟท.องค์กรที่ยิ่งใหญ่ในอดีตกลายเป็นองค์กรที่มีหนี้สินมหาศาล มีปัญหาเรื่องการบริการ และขาดความเชื่อมั่น
หากมองด้วยความเป็นธรรม ผมเห็นใจ รฟท.และคนรถไฟ เพราะรัฐไม่ให้ความสำคัญมาหลายสิบปี มุ่งพัฒนาเครือข่ายถนน พอตอนนี้หันมาเร่งเรื่องขนส่งทางราง จะให้องค์กรที่ถูกละเลยมานานตอบสนองทันใจคงเป็นไปไม่ได้
อีกทั้งความเชื่อของสังคมที่มักทำให้ รฟท.ลำบาก เช่น เชื่อว่าการรถไฟมีทรัพย์สิน มีที่ดินมหาศาล ทำไมขาดทุน น่าจะบริหารสินทรัพย์ให้ดีกว่านี้ที่จริงแล้ว รฟท.มีภารกิจหลัก คือ เดินรถไฟและให้บริการประชาชน ซึ่งก็ท้าทายมากอยู่แล้ว หากมอง รฟท. เป็นองค์กรบริหารทรัพย์สิน การบริหารงานก็จะไม่โฟกัส สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง
การแก้ปัญหา รฟท.อย่างยั่งยืน ควรมองทุกองค์ประกอบให้เข้าใจปัญหาถ่องแท้ และมีทัศนคติเชิงบวกที่เชื่อว่า รฟท.พัฒนาเป็นองค์กรทันสมัยที่ประสบความสำเร็จได้ จากนั้นต้องพัฒนา 3 เสาหลัก คือ 1.ปฏิรูปโครงการสร้างองค์กร 2.ยกระดับคุณภาพบุคลากร และ 3.งบประมาณต่อเนื่องเพียงพอ ซึ่งจะขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งไม่ได้
เรื่องโครงสร้างองค์กร มีผลสำคัญที่สุดต่อความสำเร็จ ถึงแม้รัฐจะใส่ใจและใส่เงินแค่ไหน หากโครงสร้างไม่รองรับก็ยากที่จะทำงานได้สำเร็จ ต้องโฟกัสให้ชัดว่าภารกิจหลักของ รฟท. คือ การเดินรถและดูแลซ่อมบำรุงราง ไม่ใช่เรื่องบริหารทรัพย์สินซึ่งอาจไม่ถนัด โครงสร้างจึงต้องชัดเจน และมีแผนในอนาคตรองรับการขยายระบบรางที่จะเกิดขึ้น ทั้งจากความร่วมมือกับจีนหรือกับญี่ปุ่น หากยังคงใช้โครงสร้างโบราณนี้ ความฝันในอนาคตอาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังแทน
เรื่องบุคลากรของรถไฟก็ถูกทอดทิ้งมาหลายสิบปี รัฐบาลในอดีตแก้ปัญหาหนี้สินของ รฟท. โดยการลดพนักงานเกษียณ 100 คน ให้เข้าใหม่เพียง 5 คน จึงขาดแคลน “คนรุ่นใหม่” อายุเฉลี่ยพนักงานในปัจจุบันเกิน 50 ปี ระดับปริญญาตรีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้จะลดรายจ่าย แต่กลับมาทำให้ รฟท.ขาดการพัฒนาคน ส่งผลต่อการพัฒนาในทุกอย่าง รัฐจึงต้องเร่งพัฒนาคนรถไฟ และเปิดโอกาสให้คนเก่งภายนอกเข้ามาเป็นผู้บริหารทั้งในระดับกลางและระดับสูง เร่งพัฒนายกระดับคนปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ในอนาคตจะมีสถานีรถไฟไม่น้อยกว่า 400 สถานี ต้องใช้ทั้งเจ้าหน้าที่ประจำสถานี วิศวกรเดินรถ ช่างเทคนิคอีกไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน หากไม่เริ่มสร้างคนวันนี้จะไม่รองรับเส้นทางที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้ทัน
ขณะเดียวกันเรื่องงบประมาณที่ต่อเนื่องก็สำคัญมาก แม้การลงทุนของจีนและญี่ปุ่นช่วยให้เราไม่ต้องควักกระเป๋า แต่ต้องคำนึงถึงรายละเอียดสัญญาด้วย ไทยต้องได้ทั้งราง ได้ทั้งพัฒนาคน ได้ทั้งเทคโนโลยี ผมมองตรงนี้มากกว่าผลประโยชน์ทางด้านการเงิน เพราะจะเกิดความยั่งยืนมากกว่า
ผมจะรอวันที่ รฟท. ครบรอบ 130 ปี ในทศวรรษหน้า วันนั้น...คนไทยคงเดินทางทั่วทิศ สะดวกทั่วไทย ด้วยรถไฟไทยครับ







