
New Normal ของสังคมไทย
โดย...เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์
โดย...เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์
เป็นที่ทราบกันดีว่าสังคมไทยในปัจจุบันเข้าสู่ยุคแห่งการบริโภคนิยมอย่างเต็มตัวค่ะ และจุดนี้เองที่เป็นโอกาสให้ธุรกิจแบงก์และสถาบันการเงินอื่นๆ เห็นโอกาสในการเติบโต ด้วยการเข้ามาเติมเต็มความฝันของคนทั่วไป ผ่านการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภคและตอบสนองความต้องการที่มีหลากหลายมากขึ้น
จากประสบการณ์ที่ดิฉันขายบ้านและคอนโดโครงการต่างๆ มากว่า 10 ปีนั้น โดยปกติแล้วอัตราการปฏิเสธสินเชื่อหรือ Rejection Rate ในโครงการที่เจอมักจะอยู่ที่ 5-10% ของคนที่มาขอสินเชื่อ หากลูกค้ามีรายได้ที่มั่นคง แน่นอน และมีประวัติการเงินดีส่วนมากแล้วแบงก์ก็ยินดีที่จะปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าตามที่ลูกค้าต้องการ
แต่ในช่วงที่ผ่านมา ดิฉันเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญบางอย่างเกิดขึ้น จากที่คุ้นเคยกับ Rejection Rate ที่ระดับ 5-10% มานาน ตอนนี้ Rejection Rate ในระบบเริ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนอยู่ที่ราวๆ 15-20% ของคนขอสินเชื่อค่ะ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องชั่วคราวแต่จะเป็นสิ่งที่จะคงอยู่ไปอีกนานในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ New Normal ของสังคมไทยในอนาคต
ถามว่าทำไมดิฉันถึงมองเช่นนั้น นั่นก็เพราะว่าหากเราสังเกตพัฒนาการของสังคมไทยในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยอยู่ 2 มิติ ที่ขับเคลื่อน New Normal ในสังคม มิติแรก เป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์การเงินที่มีหลากหลายมากขึ้น จากเน้นระดมเงินฝากเพื่อปล่อยสินเชื่อในระยะยาว เป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น
ปัจจุบันเราจึงเห็นสินเชื่อหลายแบบทั้งการซื้อบ้าน ซื้อรถ สินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ การเอารถเอาบ้านมาขอสินเชื่อ บัตรกดเงินสด และอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งนี้เองที่กระตุ้นให้ “วัฒนธรรมเงินผ่อน” เฟื่องฟูขึ้นมาก การเป็นหนี้เงินผ่อนของกลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งหนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนมือถือ ผ่อนคอมพิวเตอร์ ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ในสังคมต้องหมุนเงินมาจ่ายหนี้เงินผ่อนสารพัดทั้งการผ่อนของสั้นๆ ไปจนถึงผ่อนระยะยาว
มิติที่ 2 ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ก็คือ การบูมของโซเชียลมีเดีย ทุกวันนี้จะเห็นคนไทยชอบโพสต์อัพเดทเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตลงโซเชียลมีเดียมากมาย วันนี้ไปกินข้าวที่ไหน ดูหนังเรื่องอะไร ไปเที่ยวที่ไหนมา ได้อะไรมาใหม่ เรื่องเหล่านี้จะเอามาลงเพื่ออวดเพื่อนในโลกออนไลน์ให้อิจฉากัน ซึ่งนั่นกระตุ้นให้เกิดการเลียนแบบและการบริโภคตามกระแสเพื่อจะได้มีอะไรมาอวดเพื่อนๆ
แม้ว่าบ้านเราจะผ่านพ้นยุคประชานิยมเฟื่องฟูไปแล้ว แต่ว่า New Normal ของสังคมไทยที่เป็นสังคมบริโภคนิยมผ่านเงินผ่อนเต็มตัวคงยังอยู่กับเราไปอีกนาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด ตราบใดที่รักษาวินัยการเงินได้ดี ดังนั้นสิ่งที่สังคมไทยต้องเตรียมตัวในอนาคต คือ ให้การศึกษาทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อใช้เงินและบริโภคอย่างมีสติ และสร้างวินัยการเงินให้ตัวเองเพื่อที่เราจะได้อยู่กับ New Normal ได้โดยไม่มีปัญหา







