
ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง เร่งเพิ่มมูลค่ากิจการ2.82แสนล้าน
บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้ารายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และมีโครงการลงทุนทั้งในและต่างประเทศมากมาย ปัจจุบันมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 6,578 เมกะวัตต์ และยังมีแผนสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการ
บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้ารายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และมีโครงการลงทุนทั้งในและต่างประเทศมากมาย ปัจจุบันมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 6,578 เมกะวัตต์ และยังมีแผนสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการ
“พงษ์ดิษฐ พจนา” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ให้สัมภาษณ์ว่า กลยุทธ์ที่สำคัญของ RATCH มี 4 เรื่อง ได้แก่
เรื่องแรก การบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
เรื่องที่สอง ในพื้นที่เดิม หรือ “ตลาดเก่า” ที่มีกิจการหรือโรงไฟฟ้าต้องพยายามแสวงหาโอกาสเพิ่มมากขึ้น
เรื่องที่สาม หาพื้นที่ลงทุนใหม่ หรือ “ตลาดใหม่” โดยมีนโยบายไปร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่และธุรกิจนั้นเพื่อกระจายความเสี่ยง
เรื่องที่สี่ ธุรกิจต้นน้ำ คือ ธุรกิจผลิตเชื้อเพลิง และปลายน้ำ คือ ระบบขนส่งและจำหน่ายพลังงาน
สำหรับนโยบายการลงทุนในแต่ละโครงการ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ไออาร์อาร์) ต้องมีตัวเลข 2 หลักขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานภาพตลาดที่เข้าไป อาทิ ความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของประเทศ
บริษัทมีเป้าหมายในอนาคตระยะ 5-6 ปีข้างหน้า ต้องการกระจายเข้าไปลงทุนในตลาดใหม่มากขึ้น โดยเพิ่มมูลค่ากิจการเป็นประมาณ 20% เช่น พม่า ญี่ปุ่น กัมพูชา ส่วนตลาดเก่า ปัจจุบันอยู่ในประเทศไทย ประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ และออสเตรเลีย มูลค่ากิจการรวมประมาณ 1.20 แสนล้านบาท ก็จะลดสัดส่วนลงเหลือประมาณ 75% ส่วนที่เหลือ 5% มาจากธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำ
กลยุทธ์ที่สำคัญคือ การเลือกลงทุนโครงการที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี พร้อมความมั่นใจว่าสามารถจะดูแลควบคุมความเสี่ยงได้ ส่วนการเลือกพันธมิตรร่วมทุนเป็นประเด็นสำคัญรองมา ดังนั้นพันธมิตรที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่จึงไม่สำคัญ แต่พันธมิตรนั้นต้องมีคุณสมบัติที่จะส่งเสริมธุรกิจและเป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินที่เข้มแข็ง
สำหรับโครงการลงทุนโซลาร์ในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 2 แห่ง ขนาดรวม 33 เมกะวัตต์ ที่ RATCH ถือหุ้น 20% ร่วมกับบริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ (CHOW) ถือเป็นองค์กรแรกของไทยที่เข้าไปเปิดตลาดบุกธุรกิจโซลาร์ฟาร์มที่ญี่ปุ่น จึงเป็นผู้มีประสบการณ์ เพราะมีโครงการที่พัฒนาเองและพัฒนาโครงการให้กับบริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก (EPCO) มาแล้ว
ทั้งนี้ ในญี่ปุ่นถือเป็นพื้นที่ห่างไกลมีค่าใช้จ่ายสูง RATCH จึงวางเป้าหมายจะมีขนาดกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นมากกว่า 100 เมกะวัตต์ โดยมาจากทั้งการเพิ่มโครงการใหม่ทั้งกับ CHOW ที่กำลังพิจารณาโครงการร่วมกันอีก 1-2 แห่ง รวมถึงการหาพันธมิตรใหม่อื่นอีก 1-2 ราย ที่กำลังเสนอโครงการเข้ามาให้พิจารณา ส่วนในพม่าถือเป็นตลาดใหม่อีก 1 แห่ง ปัจจุบันมีการลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินพม่า จำนวน 2 โครงการ คือ โรงไฟฟ้าเชียงตุงขนาด 600 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้ามะริดขนาด 2,400 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในอินโดนีเซียอีกขนาด 300 เมกะวัตต์ ซึ่งกำลังตรวจสอบวิเคราะห์ อีกทั้งมีโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาด 70 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าในจีนขนาดประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบและประเมินทรัพย์สิน (Due diligence) น่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 2 ปี 2558 โดยมีแผนจะเข้าถือหุ้นสัดส่วนราว 20%
อีกทั้งยังมีแผนร่วมทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินในกัมพูชา โรงไฟฟ้าถ่านหินในเวียดนาม ขณะที่ในมาเลเซียมีแผนจะร่วมทุนโครงการใหม่ ซึ่งจะมีเวลาการศึกษาค่อนข้างนานและเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าในมาเลเซียน่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 3 ปี 2558 นี้
นอกจากนั้น บริษัทยังมีแผนจะเข้าซื้อหุ้นโครงการเหมืองในอินโดนีเซีย สัดส่วนประมาณ 20% มูลค่าการลงทุนประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท เป็นเหมืองที่มีปริมาณสำรองประมาณ 150 ล้านตัน ถือเป็นก้าวแรกของธุรกิจต้นน้ำ โดยเจ้าของเดิมคือกลุ่มผู้ถือหุ้นชาวไทย โดยการเข้าลงทุนในช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดีจึงเข้าทำ Due diligence ให้แล้วเสร็จเพราะราคาถูกหลังราคาถ่านหินปรับลงต่อเนื่องมา 2-3 ปีนี้ ซึ่งจะนำเสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) ในเดือน เม.ย.-พ.ค. 2558 ให้พิจารณาอนุมัติการลงทุน ซึ่งน่าจะเซ็นสัญญาซื้อขายในไตรมาส 3-4 ปี 2558
สาเหตุที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจเหมืองถ่านหินเพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสะท้อนจากปริมาณการใช้ที่ยังเติบโตต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ยังมีความต้องการใช้อีกจากหลายประเทศทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งญี่ปุ่น จีน เพื่อใช้เป็นพลังงานสำหรับโรงไฟฟ้า รวมถึงกลุ่มประเทศอาเซียนที่ไม่ใช่อินโดนีเซีย อาทิ มาเลเซีย ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดมากที่สุดเมื่อเทียบเชื้อเพลิงชนิดอื่น รวมถึงพม่าที่มีจำนวนโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้มีความจำเป็นต้องนำเข้าถ่านหิน
สำหรับในกัมพูชา เวียดนาม และไทย ด้วยเช่นกัน ที่ต้องนำเข้าถ่านหินมาใช้ อีกทั้งแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) ฉบับใหม่มีแผนจะเพิ่มโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วย อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมของแหล่งเชื้อเพลิงของ RATCH ที่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพอร์ตและเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดให้ยื่นโครงการโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) รอบใหม่ จึงถือเป็นการสร้างแหล่งความมั่นคงของเชื้อเพลิงและมีต้นทุนที่ต่ำลงจากการเป็นเจ้าของเหมือง หากราคาปรับเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตจะเป็นแหล่งรายได้และกำไรใหม่ที่เข้ามาเสริม และยังมีโครงการคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ในพม่ากับบริษัท ปตท.(PTT)
พงษ์ดิษฐ กล่าวว่า กำลังหาโอกาสลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเพิ่มเติมในลาว ส่วนในออสเตรเลียมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมและโซลาร์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
RATCH มีนโยบายเร่งขยายการลงทุนออกไปในต่างประเทศมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพราะแม้จะประกาศแผน พีดีพี ฉบับใหม่แต่ปริมาณสำรองไฟฟ้าของประเทศยังเพียงพอรองรับความต้องการใช้ไปอีก 5-6 ปีข้างหน้า ส่งผลให้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการชะลอโครงการลงทุนออกไป
ดังนั้น บริษัทจึงต้องหาโอกาสเติบโตจากต่างประเทศเข้ามาเสริม รวมถึง ไอพีพี ใหม่จะเป็นถ่านจำนวนไม่มากเพียง 5-6 โครงการ ทำให้การแข่งขันสูง ขณะที่โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (เอสพีพี) ใหม่มีโอกาสเปิดยื่นประมูลน้อย ส่งผลให้ตลาดในประเทศมีจำกัดและแข่งขันสูง
ตามแผนกลยุทธ์ 10 ปี (ปี 2556-2566) RATCH จะเพิ่มมูลค่ากิจการเป็นประมาณ 2.82 แสนล้านบาท มีพอร์ตขนาดเพิ่มเป็นประมาณ 9,700 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบจากสิ้นปี 2558 ที่ประมาณ 1.33 แสนล้านบาท นโยบายการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอ้างอิงมูลค่ากิจการที่ 2.82 แสนล้านบาท จะให้ผลตอบแทนการลงทุนโดยรวม (Total Shareholder Returns : ทีเอสอาร์) ที่ 11.3% เพิ่มผลตอบแทน ทีเอสอาร์ เฉลี่ยระหว่างปี 2552-2556 อยู่ที่ 9.7% ติดอันดับ 1 ใน 4 ของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ทำ ทีเอสอาร์สูงสุดในเอเชีย
บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ ขณะที่ค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาจ่ายในสัดส่วน 50% ขึ้นไป ซึ่งจะรักษาระดับการจ่ายปันผลสูงต่อไป







