
ชอร์ตหุ้นเฉียดหมื่นล้านบาท
นักลงทุนแห่ยืมหุ้นขายก่อน 2 สัปดาห์ เดือน มี.ค.เกือบหมื่นล้าน สื่อสารหนักสุด ตามด้วยพลังงาน จับตาหั่นกำไร บจ.
นักลงทุนแห่ยืมหุ้นขายก่อน 2 สัปดาห์ เดือน มี.ค.เกือบหมื่นล้าน สื่อสารหนักสุด ตามด้วยพลังงาน จับตาหั่นกำไร บจ.
“โพสต์ทูเดย์” รวบรวมข้อมูลธุรกรรมขายชอร์ตหรือยืมหุ้นไปขายล่วงหน้าในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือน มี.ค. 2558 (2 -19 มี.ค.) พบว่ามีการชอร์ตหุ้นมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 9,779 ล้านบาท ซึ่งจะพบว่าหุ้นกลุ่มสื่อสารจะถูกชอร์ตมากที่สุด มีมูลค่ารวม 4,590.61 ล้านบาท เพราะในช่วงนั้นยังมีความไม่ชัดเจนเรื่องการเปิดประมูลใบอนุญาต 4จี ส่งผลให้หุ้นบริษัท แอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ถูกยืมมาขายชอร์ตมากที่สุด 1,528.61 ล้านบาท ตามด้วย บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น (TRUE) มูลค่า 1,044 ล้านบาท และบริษัท อินทัช คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) มูลค่า 472.72 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การประมูล 4จี เพิ่งจะมีความชัดเจนเมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่่ผ่านมา เมื่อรัฐประกาศเดินหน้าต่อไป ส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่ม นี้กระเตื้องขึ้นอย่างชัดเจน
สำหรับหุ้นที่ถูกยืมมาขายชอร์ตอันดับสอง คือ กลุ่มพลังงาน มูลค่า 2,515.72 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนยังเป็นห่วงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ยังคงปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยบริษัท ปตท. (PTT) ถูก
ชอร์ตมากที่สุด 1,215 ล้านบาท รองมา คือ บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) มูลค่า 456 ล้านบาท และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) มูลค่า 399.6 ล้านบาท
ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ถูกชอร์ตรวมทั้งสิ้น 1,809.86 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มีการยืมมาขายก่อนสูงสุด 873 ล้านบาท ตามด้วย ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) 402.51 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพ (BBL) 232.79 ล้านบาท
สำหรับกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ที่นักลงทุนผิดหวังเรื่องเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐที่ออกมาช้านั้นมีการยืมหุ้นไปขายทั้งสิ้น 863 ล้านบาท โดย บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) มีมูลค่า 1.22 ล้านบาท บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) มูลค่า 2.28 ล้านบาท บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) 39.67 ล้านบาท บริษัท ช.การช่าง (CK) มูลค่า 65.15 ล้านบาท
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์เคเคเทรด ออกบทวิเคราะห์ภายหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของปีนี้ลงเหลือ 3.8% จากเดิม 4% ว่ายังคงมีความเสี่ยงต่อการปรับฐานลงไปของดัชนีไปต่ำกว่า 1,500 จุด ซึ่งจะใช้เวลาปรับฐานไปจนถึงเดือน พ.ค.เป็นอย่างน้อย
ทั้งนี้ จากการประเมินดัชนีหุ้น ณ ระดับปัจจุบัน 1,532 จุด ซื้อขายที่พี/อี ปี 2558 ที่ 15.8 เท่า ยังไม่ถูก สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี และ 10 ปีที่ 14 เท่า ไม่สนับสนุนการเพิ่มพอร์ตของนักลงทุนระยะกลางและมีโอกาสมากที่หลังจากบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประกาศผลกำไรงวดไตรมาสแรกของปี 2558 ตั้งแต่กลางเดือน เม.ย. (กลุ่มธนาคาร) ไปจนถึงกลางเดือน พ.ค. (ไม่ใช่ธนาคาร) จะเห็นโอกาสการปรับลดประมาณการกำไรลงมา โดยผลประกอบการกลุ่มพลังงาน ซึ่งมีน้ำหนัก 18% ของมูลค่าตลาด ยังคงถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับต่ำ แม้ล่าสุดเบรนต์ปรับลงมาต่ำกว่า 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ค่าเฉลี่ยสมมติฐานของนักวิเคราะห์เทียบเท่า WTI ที่ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา
ขณะที่ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารมีมูลค่า 18% ของมูลค่าตลาด ยังคงถูกกดดันจากภาคการส่งออกชะลอตัว และหนี้ภาคครัวเรือนทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าคาดและมีโอกาสถูกปรับลดลง นอกจากนี้การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.ลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.75% เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2558 ที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อประมาณการกำไรของธนาคารขนาดใหญ่ ทั้ง BBL, KTB และ SCB ซึ่งมีสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัวสูงกว่าเงินฝากลอยตัวทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ได้รับผลกระทบเชิงลบหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามและเทศกาลจ่ายปันผลเดือน เม.ย.จะมีหุ้นขึ้น XD ราว 160 ตัว กระทบมูลค่าตลาดราว 1-2% แนะนำให้เข้าทยอยสะสมหุ้นหลังผ่านพ้นการประกาศกำไร ซึ่งให้แนวรับที่ 1,445 จุด







