
อาเซียนในสายตาญี่ปุ่น เป้าหมายลงทุนที่ต้องสนใจ
โดย....ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย....ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ญี่ปุ่นถือเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เป็นคู่ค้าของอาเซียนมาช้านาน แต่ระยะหลังมานี้นโยบายความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นกับอาเซียนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงสถานการณ์ที่ภาคเอกชนในอาเซียนต้องจับตา
เนตรนภา ไวทย์เลิศศักดิ์(ยาบุชิตะ) ประธานศูนย์ญี่ปุ่นศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นมองเอเชียรวมถึงอาเซียนใน 4 มุมมอง ได้แก่ 1.เอเชียที่ผลิต ญี่ปุ่นมองว่าเอเชียจะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจของตัวเองได้ ไม่ว่าจะอาเซียน อินเดีย บังกลาเทศ รวมถึงจีน
2.เอเชียที่บริโภค เอเชียถือเป็นตลาดที่ชนชั้นกลางเติบโตสูงมาก ขณะที่ประเทศแถบตะวันตกเติบโตกันประมาณ 5% เอเชียกลับมีจำนวนชนชั้นกลางเติบโตถึงราว 30% ทำให้ญี่ปุ่นมองว่าเอเชียจะเป็นตลาดที่สำคัญที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาเจาะได้
3.เอเชียที่เหนื่อยล้า ขณะที่ญี่ปุ่นมองเอเชียในแง่บวกถึง 2 ด้าน แต่ญี่ปุ่นก็ยังมองปัจจัยเสี่ยง เช่น ความเหนื่อยล้าของประเทศต่างๆ ในเอเชียด้วย ปัจจัยหนึ่งที่ญี่ปุ่นเห็น คือ อัตราการฆ่าตัวตายของประเทศต่างๆ ที่สูงมากอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันเกาหลีใต้มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในประเทศกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ไทยเองก็มีอัตราฆ่าตัวตายสูงขึ้นเช่นกัน
4.เอเชียที่แก่ลง ปัจจุบันประเทศต่างๆ ในเอเชียกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (AgingSociety) ทั้งไทย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้ไทยมีประชากรเหลือเพียง 45 ล้านคนในปี 2598 และญี่ปุ่นเหลือเพียง 80 กว่าล้านคนเท่านั้น และประชากรที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้สูงอายุด้วย
เนตรนภา บอกอีกว่า ปี 2558 ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จะยังคงเดินหน้านโยบายธนู 3 ดอกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธนูดอกที่ 3 มีนโยบายบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนด้วย เช่น แนะนำให้
เอสเอ็มอีญี่ปุ่นอย่าลงทุนอาเซียนและเอเชียมากเกินไป ให้กลับไปลงทุนที่ญี่ปุ่นบ้าง
“ธนูดอกที่ 3 ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของเอเชีย ลงทุนตลาดชนชั้นกลางของเอเชีย และส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือเอฟดีไอสู่ญี่ปุ่น เพื่อรองรับการเป็น
เจ้าภาพโอลิมปิกเกมส์ของญี่ปุ่นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าด้วย”
ทั้งนี้ ปี 2558 ถือเป็นปีที่อยู่ระหว่างญี่ปุ่นลดค่าเงินเยนลง โดยอัตราแลกเปลี่ยนอยู่เพียงประมาณ 100 เยน/28 บาท ส่งผลให้สินค้าไทยส่งออกแพงขึ้นในความรู้สึกของคนญี่ปุ่น บริษัทไทยจำนวนหนึ่งขายสินค้าลำบากขึ้น จึงเลือกส่งออกไปยังอาเซียนแทน เพื่อชดเชยตลาดญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี เชื่อว่าค่าเงินของญี่ปุ่นจะไม่อ่อนค่าตลอดไป เพราะถ้าญี่ปุ่นส่งออกสูงขึ้น ประเทศอื่นก็ต้องส่งเงินกลับมาจ่ายญี่ปุ่น ทำให้ดุลค่าเงินกลับสู่สภาวะปกติเอง
ในทางตรงกันข้าม เมื่อค่าเงินเยนถูกลงก็เป็นประโยชน์ต่อคนไทยที่ต้องการไปเที่ยวญี่ปุ่น สำหรับสถานการณ์ต่อจากนี้ต้องจับตาดูว่าญี่ปุ่นจะดำเนินนโยบายและแก้ไขปัญหาที่มองเห็นในเอเชียอย่างไร
ด้าน กิตติ ประเสริฐสุข ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มธ. วิเคราะห์ว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมาลดลงสัดส่วนเป็นตัวเลข 2 หลัก ในทางตรงกันข้ามญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย
“ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนกลายเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้ญี่ปุ่นค่อยๆ เปลี่ยนจากนโยบาย China+1 มาเป็น Thailand+1 ปัจจุบันไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึง China+1 แล้ว”
ที่ผ่านมา อาเบะดำเนินนโยบายแนวอนุรักษนิยมและให้ความสำคัญกับนโยบายความมั่นคงของชาติ เช่น เพิ่มบทบาทความมั่นคงโดยมุ่งสู่สันติภาพ ให้งบประมาณทางทหารถึง 5 ล้านล้านเยน จากงบประมาณทั้งหมดของญี่ปุ่น 94.33 ล้านล้านเยน นโยบายหลายอย่างของอาเบะ ส่งผลให้ทั้งจีนและเกาหลีใต้ไม่พอใจ และอาจทำให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในอาเซียนอีก
นิภาพร รัชตพัฒนากุล อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มธ. บอกว่า ญี่ปุ่นพยายามปรับตัวสู่ยุคโลกาภิวัตน์ด้วยการเพิ่มตำแหน่งชาวต่างชาติในมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น บางมหาวิทยาลัยเปิดรับอาจารย์ต่างชาติกว่า 100 อัตรา โดยเน้นอาจารย์ที่เป็นเจ้าของภาษาอังกฤษ (Native Speaker)







