
ไทยประกันตัดใจ ซื้อไทยคาร์ดีฟฯ ควบรวมกิจการ
ไทยประกันชีวิตขอซื้อหุ้นไทยคาร์ดีฟฯ คืนจากผู้ถือหุ้นต่างชาติเดินหน้าควบรวม
ไทยประกันชีวิตขอซื้อหุ้นไทยคาร์ดีฟฯ คืนจากผู้ถือหุ้นต่างชาติเดินหน้าควบรวม
แหล่งข่าวจากบริษัท ไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่า ทางผู้ถือหุ้นใหญ่ฝ่ายไทยได้เสนอซื้อหุ้นบริษัท ไทยคาร์ดีฟ ประกันชีวิต คืนจากผู้ถือหุ้นต่างประเทศทั้งจำนวน ซึ่งปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2557 จำนวน 1,101 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวม 1.05 หมื่นล้านบาท มีหนี้สิน 9,028.20 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 1,528.18 ล้านบาท เงินกองทุน 1,075 ล้านบาท เงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย 1,271.11 ล้านบาท จาก 332.17 ล้านบาท อัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย 131.82% โดยมีผลขาดทุน 201 ล้านบาท
สำหรับเหตุผลที่บริษัท ไทยประกันชีวิต ขอซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นต่างชาติ เพราะมีความเห็นด้านการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกันหลายเรื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งในเรื่องการเพิ่มทุน สัดส่วนการถือครองหุ้น จำนวนทีมผู้บริหาร การที่บริษัท ไทยคาร์ดีฟ ตั้งธงทำธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ การไม่มีธนาคารหนุนหลังในอนาคตอาจจะกลายเป็นภาระของผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัท ไทยประกันชีวิต และหากกลับมาขายผ่านช่องทางตัวแทนจะแข่งขันกันเองในตลาดเดียวกัน
ทั้งนี้ หลังจากตกลงซื้อ-ขายหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นต่างประเทศทั้งจำนวนแล้ว ทางผู้ถือหุ้นใหญ่ฝ่ายไทยได้ยื่นขอสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อขออนุมัติและขอนำบริษัท ไทยคาร์ดีฟ ประกันชีวิต มาควบรวมกับบริษัท ไทยประกันชีวิต
“หลังจากนั้นจะคืนใบอนุญาตบริษัท ไทยคาร์ดีฟ ประกันชีวิต ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ถือหุ้นทั้งสองฝ่าย โดยได้รับการอนุมัติจาก คปภ.แล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการการควบรวมครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้น” แหล่งข่าวเปิดเผย
สำหรับบริษัท ไทยคาร์ดีฟ ประกันชีวิต เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มไทยประกันชีวิต และบริษัท บีเอ็นพี พาริบาส์ คาร์ดีฟ บริษัทในกลุ่มบีเอ็นพี พาริบาส์ จากฝรั่งเศส เน้นขายประกันชีวิตผ่านธนาคาร ส่วนใหญ่จะขายประกันเพื่อความคุ้มครอง ประกันคุ้มครองสินเชื่อ และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล
นายวิญญู ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยคาร์ดีฟ ประกันชีวิต ชี้แจงว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในระดับผู้ถือหุ้นเท่านั้นจะไม่ได้มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท และธุรกิจของทั้งสองบริษัทมิได้ทับซ้อนกัน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะปลดพนักงาน
สำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัททั้งการบริการ ผลิตภัณฑ์ และการจัดการ ยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ ซึ่งปี 2557 ที่ผ่านมามีเบี้ยรับรวม 4,112 ล้านบาท ขอให้ผู้เกี่ยวข้องมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า







