
ธปท.ห่วงคิวอีสหรัฐทำบาทแข็งมากกว่ายุโรป
ธปท.เผยค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็วเห็นได้จากดัชนีค่าเงินบาทและดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริงเดือน ก.พ. แข็งค่าขึ้น 6.8% และ 4.4%
ธปท.เผยค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็วเห็นได้จากดัชนีค่าเงินบาทและดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริงเดือน ก.พ. แข็งค่าขึ้น 6.8% และ 4.4%
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานผลกระทบค่าเงินบาทในรายงานนโยบายการเงินว่า ผลการแข็งค่าของเงินบาทที่รวดเร็ว เห็นได้ว่าดัชนีค่าเงินบาท (NEER) และดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (REER) ที่ปรับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเดือนพ.ค. 2557 และแข็งค่าเร็วขึ้นในเดือน ส.ค. 2557 โดยในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา NEER และ REER ปรับแข็งค่าขึ้น 6.8% และ 4.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดือน ส.ค. 2557
ธปท.มองว่า การทำคิวอีของยุโรปมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคไม่มากเท่ากับคิวอี สหรัฐ เพราะเงินที่ไหลเข้ามายังตลาดเงินในภูมิภาคไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในระยะที่ผ่านมา ที่ธนาคารกลางยุโรปดำเนินนโยบายคิวอีมาระยะหนึ่งแล้ว
นอกจากนี้ กลไกการส่งผ่านจากธนาคารในยุโรปมายังธนาคารในเอเชียก็มีจำกัด เพราะธนาคารในยุโรปยังอ่อนแอไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการขยายสินเชื่อมาได้ มากนัก แม้จะมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น บวกกับนักลงทุนในยุโรปมีแนวโน้มจะลงทุนในประเทศมากกว่าจะมาลงทุนในตลาดเกิดใหม่
ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่าส่งผลกระทบต่อส่งออกได้ 2 ช่องหลัก คือ 1.ทำให้รายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศแปลงมาเป็นเงินบาทได้น้อยลง ส่งผลต่อสภาพคล่องและฐานะการเงิน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่โครงสร้างรายได้และต้นทุนเป็นสกุลเงินที่แตก ต่างกัน เช่น อุตสาหกรรมเกษตร เครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มนี้มักส่งออกสูง แต่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก และมักเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มีอำนาจต่อรองจำกัดจึงปรับราคาสินค้าขึ้น เพื่อลดทอนผลกระทบจากค่าเงินได้ยากและ
2.ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยด้อยลง ทำให้ปริมาณส่งออกลดลง อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ ซึ่งเป็นสินค้าที่แต่ละประเทศมีความคล้ายกัน ฉะนั้นหากประเทศอื่นแข่งลดราคา ผู้ส่งออกไทยอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ทำให้สินค้าส่งออกกลุ่มนี้ของไทยค่อยๆ ลดลง







