
บล.กสิกรไทยขอ1ปีจัดบ้านพร้อมบุก
บล.กสิกรไทย ขอเวลาวางท่อเสร็จ ปรับระบบภายใน ปลุกวิจัย เสริมผลิตภัณฑ์ ล่าสุดเปิดตัวระบบซื้อขายหุ้น-อนุพันธ์อัตโนมัติ
บล.กสิกรไทย ขอเวลาวางท่อเสร็จ ปรับระบบภายใน ปลุกวิจัย เสริมผลิตภัณฑ์ ล่าสุดเปิดตัวระบบซื้อขายหุ้น-อนุพันธ์อัตโนมัติ
นายธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ภายใน 1 ปีนี้ จะพยายามปรับปรุงระบบภายในให้มีความพร้อมทุกอย่าง เพื่อรองรับกับงานบริการให้ลูกค้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการปลุกงานวิจัยให้มีความแข็งแกร่งภายในเดือน มิ.ย. ให้ครอบคลุม 120 ตัว จากปัจจุบันดูแล 70 ตัว และในอนาคตจะครอบคลุมถึง 150 ตัว
นอกจากนั้น บริษัทยังมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้มีความหลากหลาย กว่า 2 ปีที่ผ่านมา ได้ทุ่มลงทุนวางระบบท่อและปรับปรุงระบบไอทีที่เชื่อมต่อกับตลาดหลักทรัพย์โดยตรง เพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการต่างๆ ตั้งแต่ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) หุ้นกู้อนุพันธ์ และล่าสุดสิ้นเดือน มี.ค.นี้ จะเปิดตัวระบบการซื้อขายหลักทรัพย์อัตโนมัติทั้งหุุ้นและอนุพันธ์ (K-STAs) อย่างเป็นทางการ เพื่อรองรับลูกค้าที่มีความมั่งคั่งทางการเงิน และมีประสบการณ์และความเข้าใจในตลาดหุ้นและอนุพันธ์
“K-STAs เป็นระบบการซื้อขายหลักทรัพย์อัตโนมัติทั้งหุ้นและอนุพันธ์แห่งแรกในประเทศไทย เพราะที่ผ่านมามีแต่ทำด้านหุ้นเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังมีความแตกต่างจากคนอื่นตรงที่ข้อมูลมีความเสถียรมากกว่า เพราะเป็นระบบที่มีทีมงานคิดระบบกันขึ้นมาเอง เมื่อเกิดความผิดพลาดก็สามารถแก้ไขได้ทันที รวมถึงลูกค้าจะเป็นผู้ที่ออกแบบกลยุทธ์เองแล้วมาปรึกษาทีมงาน เพื่อทดสอบว่ากลยุทธ์ดังกล่าวมีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ ก่อนที่ลูกค้าจะใส่เงินเข้ามาในระบบ 10 ล้านบาทขึ้นไป” นายธิติ กล่าว
นายธิติ กล่าวว่า ที่ผ่านมา K-STAs ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีลูกค้าแสดงความสนใจแล้วประมาณ 50 ราย แต่ในทางปฏิบัติเริ่มเข้าสู่การปรึกษาเป็นกลยุทธ์รายตัวเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ทั้งนี้เชื่อว่า K-STAs ยังไม่มีผลต่อการส่งคำสั่งซื้อขายหรือช่วยเพิ่มมูลค่าการซื้อขายกับบริษัทอย่างมีนัยสำคัญในช่วงแรก คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี ถึงจะเริ่มเห็นผล
อย่างไรก็ดี เชื่อว่า K-STAs จะเป็นตัวช่วยให้ลูกค้าบริหารความเสี่ยงจากการลงทุนได้เป็นอย่างดี โดยผลตอบแทนจากการลงทุนอาจจะไม่ได้สูงมาก ประมาณกว่า 10% แต่สิ่งสำคัญคือ ยามหุ้นขาลงก็สามารถตัดขาดทุนได้โดยอัตโนมัติ หรือทำให้ลูกค้าได้ผลตอบแทนทั้งหุ้นขาขึ้นและลงได้
ขณะที่การหาพันธมิตรทางธุรกิจต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยหรือการหาลูกค้าสถาบันต่างประเทศแทนกลุ่มแมคควอรี่ ยังไม่ใช่เป้าหมายใหญ่ที่บริษัทจะต้องเร่งดำเนินการในตอนนี้
ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายของบริษัท แบ่งเป็นกลุ่มสถาบัน 20% และเป็นรายบุคคล 80% ซึ่งก็ถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสมดีแล้ว จากจำนวนลูกค้าที่มีทั้งหมด 1.1 แสนราย หากคิดเป็นจำนวนบัญชีทั้งหมด 7.9 หมื่นบัญชี ซึ่งมีการซื้อขายสม่ำเสมอประมาณ 37%
ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้าหมายบัญชีที่เปิดใหม่มีทั้งหมด 1.85 หมื่นบัญชีลดลงจากปีก่อนที่ 2.2 หมื่นบัญชี เนื่องจากภาวะหุ้นอยู่ในสถานการณ์ที่ผันผวนมากกว่าปีก่อน
ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คาดว่าปีนี้จะมีกำไรสุทธิดีกว่าปีก่อนที่มีกำไร 1,264 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในสัดส่วน 70% ดอกเบี้ยรับ 20% และไอบีราว 5% ส่วนที่เหลือเป็นอื่นๆ







