
ชงครม.ตั้งกก.คุมสินค้าที่ใช้ได้สองทางหวั่นนำไปผลิตอาวุธ
พาณิชย์ เตรียมชง.ครม.ตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดมาตรการดูแลสินค้าสองทาง หวั่นส่งออกไปประเทศปลายทางนำไปใช้ผลิตอาวุธ
พาณิชย์ เตรียมชง.ครม.ตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดมาตรการดูแลสินค้าสองทาง หวั่นส่งออกไปประเทศปลายทางนำไปใช้ผลิตอาวุธ
นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาการจัดตั้งคณะอนุกรรมการในการขับเคลื่อนการบริหารสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (ดียูไอ) ของไทย ซึ่งสินค้าสองทางคือสินค้าที่ใช้ในทางที่ดีและใช้ในการผลิตอาวุธ เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรการ และกำกับดูแลการบริหารงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสินค้าหลายประเภทที่มีการส่งออกในตลาดต่างๆ พบว่าสามารถนำไปดัดแปลงเป็นอาวุธชีวภาพและขีปนาวุธได้ ส่งผลให้หลายๆประเทศจำเป็นต้องมีมาตรการตรวจเช็คเส้นทางการค้าให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งานและปลายทางของผู้ที่สั่งซื้อสินค้าเหล่านี้อย่างเข้มงวด
ขณะเดียวกัน กรมจะออกประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องกำหนดให้สินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตและต้องปฎิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการส่งออกไปต่างประเทศ และจะทำทำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับระบบการบริหารการค้าดียูไอ (อี-ทีเอ็มดี)
สำหรับสินค้าที่ใช้ได้สองทาง หรือสินค้าสามารถนำไปใช้ได้ทั้งทางพาณิชย์ และทางทหาร เช่น เส้นใยไฟเบอร์ ที่ใช้เป็นวัสดุทำโครงไม้เทนนิส หรือสามารถนำไปใช้เป็นชิ้นส่วนขีปนาวุธ สารไตรเอธาโนลามีนที่ใช้ในการทำสบู่ ผงซักฟอก และโลชั่นสามารถนำไปใช้ทำสารพิษ หรือควันพิษที่ใช้ในการก่อการร้ายได้ด้วย น้ำมันระหุง ใช้เป็นอาวุธชีวภาพ และไส้ตะเกียงที่เคลือบลวดทังสเตนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้อาวุธได้เช่นกัน เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากไม่มีการเข็คปลายทางให้ดีสินค้าเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้การก่อการ้ายได้
ทั้งนี้ สินค้าดังกล่าวที่อยู่ในบัญชีรายการดียูไอของอียูมีประมาณ 1,692 รายการ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกหลายแสนล้านบาท/ปี โดยมีผู้ส่งออกประมาณกว่า 1 หมื่นราย ดังนั้นหากมีมาตรการและกฎระเบียบในการควบคุมดูแลที่ดีในอนาคตประเทศไทยก็จะเป็นศูนย์กลางการส่งออก หรือถ่ายลำหรือผ่านแดนสินค้าดียูไอในภูมิภาคอาเซียนตอนบนได้ เพราะปัจจุบันสินค้าดังกล่าวที่จะมีการส่งออกหรือถ่ายลำก็ต้องผ่านมาเลเซียหรือสิงคโปร์ก่อนเพราะทั้งสองประเทศมีระบบการตรวจสอบที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สหประชาชาติพยายามที่จะแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ เชื้อโรค ที่ผลิต ดัดแปลงมาจากสินค้าที่ใช้ได้สองทาง ดังนั้นเพื่อเป็นการขจัดภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงจากอาวุธดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2547 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ จึงได้ออกข้อมติ ขอให้ทุกประเทศดำเนินมาตรการในการออกกฎหมายและกฎระเบียบที่เหมาะสมในการควบคุมการส่งออก การส่งผ่าน การถ่ายลำ การนำเข้ามาแล้วส่งกลับออกไป การบริการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งงดเว้นการสนับสนุนบุคคลหรือคณะบุคคลที่มิใช่รัฐในการพัฒนา ผลิต และจัดหาให้ได้มาครอบครอง







