posttoday
ไอโอดีมองคอร์รัปชั่น ปัญหาใหญ่สุด

ไอโอดีมองคอร์รัปชั่น ปัญหาใหญ่สุด

19 มีนาคม 2558

สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) ได้จัดสำรวจความคิดเห็นของกรรมการไทยต่อประเด็นกรรมการการกำกับดูแลกิจการ (ซีจี)

โดย...พณิตศร หวังจงชัยชนะ

สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) ได้จัดสำรวจความคิดเห็นของกรรมการไทยต่อประเด็นกรรมการการกำกับดูแลกิจการ (ซีจี) แนวโน้มเศรษฐกิจ และกฎระเบียบภาครัฐ เพื่อประเมินมุมมองของกรรมการทั้งในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ การกำกับดูแลกิจการ เศรษฐกิจ และนโยบายการกำกับดูแลของภาครัฐ โดยเป็นการเก็บข้อมูลในช่วงเดือน ม.ค.-25 ก.พ. 2558

“บัณฑิต นิจถาวร” ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการไอโอดี เปิดเผยว่า ไอโอดีได้มีการสำรวจกรรมการของบริษัทเอกชนไทยจำนวน 436 คน จากบริษัทจดทะเบียนและบริษัทนอกตลาด มีประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการโดยเฉลี่ย 8.15 ปี กระจายในหลากหลายธุรกิจ พลังงานและสาธารณูปโภค เงินทุนและหลักทรัพย์ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริการเฉพาะ อาหารและเครื่องดื่ม ธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้น

ทั้งนี้ ในด้านขนาดบริษัทกระจายตั้งแต่รายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท จนถึงบริษัทที่รายได้มากกว่า 5 หมื่นล้านบาท/ปี ซึ่งเป็นผลสำรวจที่กระจายหลากหลายธุรกิจและมีความหลากหลายด้านขนาด สะท้อนมุมมองความคิดเห็นกรรมการไทยได้ดี

สำหรับความคิดเห็นต่อภาพรวมต่อเศรษฐกิจไทย พบว่า สัดส่วน 46% มองว่าดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ 31% มองว่าทรงตัว และอีก 18% มองว่าจะแย่ลง 

ส่วนกรณีทางการเมือง สัดส่วน 42% ของกรรมการที่ตอบคำถาม มีมุมมองว่าสถานการณ์ทางการเมืองมีแนวโน้มจะดีขึ้นเล็กน้อย และ 11% มองว่ามีแนวโน้มจะดีขึ้นมาก ขณะที่ 29% มองว่าจะทรงตัว

นอกจากนี้ เรื่องที่กรรมการมองว่าเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญที่สุด คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น โดยมีสัดส่วนสูงถึง 54% ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพหรือมีทักษะที่จำเป็น สัดส่วน 48% และการมีกฎระเบียบมากเกินไปรวมถึงมีขั้นตอนการติดต่อกับทางการที่ยุ่งยาก สัดส่วน 36%

สำหรับประเด็นเรื่องกฎระเบียบต่างๆ ในการกำกับดูแลของภาคทางการ และการให้ความสนับสนุนของภาครัฐ ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนนั้น พบว่า 58% มองว่านโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันมีส่วนสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น ขณะที่ 49% มองว่าภาครัฐมีการออกกฎระเบียบมากเกินไป ทำให้ไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และ 42% มองว่าความเข้มข้นของกฎระเบียบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสม

กรรมการไทยยังมีความเห็นว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายหลัก 3 ด้าน เพื่อการพัฒนาประเทศ คือ ด้านแรก การสร้างระบบธรรมาภิบาลของภาครัฐให้มีความเข้มแข็งเพื่อแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น ด้านที่สอง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และด้านที่สาม การปฏิรูปการศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ในการรองรับกับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

“บัณฑิต” กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ทางไอโอดีมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการไทยในปัจจุบันว่า ได้ใช้เวลาในการประชุมไปกับการให้ความสำคัญกับการพิจารณาฐานะการเงินเป็นหลัก และการกำกับดูแลในระยะสั้นมากกว่าประเด็นในระยะยาว ซึ่งการให้ความสำคัญเฉพาะข้อมูลที่เป็นตัวเลขทางการเงิน ทำให้มองข้ามข้อมูลที่ไม่ใช่การเงินอื่นๆ ทั้งที่ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีควรจะมีความโปร่งใส โดยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงินด้วย

กรรมการไทยส่วนใหญ่มีความเห็นว่าในอนาคตคณะกรรมการควรจะใช้เวลาประชุมกันมากขึ้น ในเรื่องการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ สัดส่วน 57% การบริหารความเสี่ยง 54% กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ 53% การจัดการวิกฤต 46% ความเสี่ยงด้านไอทีและไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ 45% การวางแผนสืบทอดตำแหน่งผู้นำธุรกิจ (ซีอีโอ) สัดส่วน 45% และกลยุทธ์ทางด้านไอที 44% ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นในเรื่องของความรู้และทักษะที่กรรมการไทยควรให้ความสำคัญมากขึ้นในอีก 1-3 ปีข้างหน้า ได้แก่ การบริหารความเสี่ยง 56% ความรู้ในธุรกิจที่รับผิดชอบ 54% และกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ 47%

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน