
คอนเทนต์พลิกธุรกิจ ขยายตลาดสู่ออนไลน์
การบริโภคสื่อออนไลน์ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทุกรูปแบบบนโลกออนไลน์ ทั้งค้นหาข้อมูล ซื้อ-ขายสินค้า/บริการผ่านอุปกรณ์ประเภทสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่มีแนวโน้มว่าจะมาแรงขึ้น แทนที่การใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊ก
การบริโภคสื่อออนไลน์ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทุกรูปแบบบนโลกออนไลน์ ทั้งค้นหาข้อมูล ซื้อ-ขายสินค้า/บริการผ่านอุปกรณ์ประเภทสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่มีแนวโน้มว่าจะมาแรงขึ้น แทนที่การใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊ก
“รายงานของกูเกิล ประเทศไทย ระบุว่า ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2557 เป็นต้นมา ผู้บริโภคคนไทยค้นหาข้อมูลบนกูเกิลผ่านสมาร์ทโฟนสูงกว่าคอมพิวเตอร์แล้ว สะท้อนให้เห็นว่า นับจากนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการซื้อขายออนไลน์เพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ยังเป็นเรื่องของโลกออนไลน์บนมือถือด้วย” พรทิพย์ กองชุน อดีตหัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา “ส่องเทรนด์ทำธุรกิจออนไลน์ให้รุ่งในยุคดิจิทัล อีโคโนมี” โดยเอสเอ็มอีผู้จัดการ
แนวโน้มดังกล่าวเป็นสิ่งที่เอสเอ็มอีไทยต้องปรับตัวรับการพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์สื่อสารที่เปลี่ยนไป โดย ธีรศานต์ สหัสสพาศน์ ผู้ก่อตั้งก๋วยเตี๋ยวเจ๊กเม้ง และ SOdA PrintingG.com กล่าวว่า นอกเหนือจากการเรียนรู้การค้าขายบนโลกออนไลน์แล้ว ยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่เข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ตในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย โดยเจ้าของสินค้าควรสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของตัวเองให้สามารถนำเสนอได้ในทุกแพลตฟอร์ม
“ไม่ว่ากลุ่มเป้าหมายจะเปิดดูผ่านอุปกรณ์ใด จะต้องดูข้อมูลนั้นๆ ได้” ธีรศานต์ กล่าว
ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นเว็บไซต์เข้าผ่านคอมพิวเตอร์จะเห็นชัด แต่ถ้าเข้าผ่านสมาร์ทโฟน ส่วนใหญ่ขนาดเว็บไซต์จะไม่พอดีกับขนาดมือถือ ก็อาจจะมีเฟซบุ๊กแฟนเพจที่เป็นทางเลือกในการเข้าถึง เพราะคนที่ใช้สมาร์ทโฟนจะเข้าเฟซบุ๊กจากแอพพลิเคชั่น ขนาดก็จะพอดีกับหน้าจอ หรือปัจจุบันเฟซบุ๊กจำกัดการเข้าถึงของแฟนเพจต่างๆ ก็ต้องปรับตัวมองหาสื่อออนไลน์อื่นๆ เช่น อินสตาแกรม หรือไลน์ และเลือกใช้คอนเทนต์ให้เหมาะกับแต่ละช่องทางออนไลน์
สุรีรัตน์ ศรีพรหมคำ เจ้าของธุรกิจ “เจคิว ปูม้านึ่ง Delivery” อาหารทะเลเดลิเวอรี่ที่ประสบความสำเร็จจากสื่อออนไลน์ กล่าวว่า การใช้สื่อออนไลน์จะช่วยให้เอสเอ็มอีหน้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดได้เป็นวงกว้างและรวดเร็วภายใต้ต้นทุนที่ถูกมาก โดยเจคิวฯ ไม่มีหน้าร้าน ใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักในการติตต่อลูกค้า ซึ่งคอนเทนต์ที่ดีเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยในส่วนของธุรกิจอาหาร ภาพสวย น่ากิน จะจูงใจมาก
นอกจากนี้ เวลาในการโพสต์คอนเทนต์ก็สำคัญ เช่น ถ้าวันรุ่งขึ้นจะมีเมนูพิเศษ ให้โพสต์ตั้งแต่ช่วงกลางคืนเลย สักประมาณ 22.00-23.00 น. จะเป็นช่วงเวลาที่ดี เพราะผู้บริโภคยังใช้เวลากับสื่อออนไลน์อยู่ ไม่ได้อิ่ม ไม่ได้หิว แต่ภาพอาหารจะกระตุ้นให้เกิดความอยาก และผู้บริโภคจะเริ่มนัดแนะกับกลุ่มเพื่อนว่าพรุ่งนี้จะต้องสั่ง เป็นต้น
ขณะที่ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่ 3 ผงหอมศรีจันทร์ ที่พลิกแบรนด์เก่าแก่สู่ตลาดคนรุ่นใหม่ด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์ก กล่าวว่า สื่อออนไลน์ไม่ได้ใช้เงินเยอะ แต่ต้องเข้าใจที่จะใช้ โดยผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ๆ อาจจะเริ่มด้วยการมีเฟซบุ๊ก เพื่อสร้างการรับรู้ ซึ่งคอนเทนต์ที่นำเสนอควรหลากหลาย ทั้งให้ความรู้เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ตัวเองขาย สลับกับการขายของ อย่าขายของอย่างเดียว ต้องวางแผนการนำเสนอข้อมูลให้ดี วันนี้จะให้ความรู้ วันนี้จะขายของ วันนี้จะชวนเล่นเกม เป็นต้น
รวมถึงต้องปรับสื่อให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง เช่น ถ้าใช้เฟซบุ๊ก จะเห็นว่าเฟซบุ๊กปรับตัวตลอด ล่าสุด เฟซบุ๊กพยายามคัดกรองโฆษณาต่างๆ และคัดกรองผู้พบเห็นโฆษณา แฟนเพจ เจ้าของสินค้าก็ควรเพิ่มช่องทางใหม่ๆ เช่น ปัจจุบันนี้มีเจ้าของสินค้าที่ขายของบนไอจีจำนวนมากโชว์สินค้าบนไอจี แต่ปิดการขายทางไลน์ จะเห็นว่าทุกอย่างต้องผสมผสาน
วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ในยุคดิจิทัล อีโคโนมี ทำให้ทุกคนมีโอกาสในการขายของ ซึ่งไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่หมายถึงทั่วโลก เทคโนโลยีทำให้โลกกลายเป็นตลาดเดียว แต่จากการศึกษา พบว่า เอสเอ็มอีทั่วโลกมีปัญหาคล้ายกัน คือ ขาดการศึกษาข้อมูลข่าวสารในการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก และเทคโนโลยีช่วยย่อข้อมูลจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้บนหน้าจอหรือบนมือถือได้
เอสเอ็มอีควรเรียนรู้เกี่ยวกับสื่อออนไลน์มีด้วยกัน 6 ประการ คือ 1.ใช้อินเทอร์เน็ตหาข้อมูลตลาดเป้าหมาย 2.ใช้เครื่องมือการสื่อสารให้เป็นประโยชน์ทางธุรกิจมากขึ้น เช่น รวมกลุ่มคนในธุรกิจเดียวกัน เพื่อแบ่งปันข้อมูลสำคัญร่วมกัน 3.เครื่องมือบริหารจัดการ ปัจจุบันมีีเครื่องต่างๆ บนโลกออนไลน์ให้ใช้ฟรี ซึ่งเอสเอ็มอีควรเรียนรู้และนำมาปรับใช้กับธุรกิจ 4.การตลาดออนไลน์ หรือโฆษณาสินค้าทางออนไลน์ ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลดี 5.บริการภาครัฐออนไลน์ ในหลายประเทศทั่วโลกมีบริการออนไลน์ ที่จะเป็นประโยชน์ในการทำธุรกิจที่เอสเอ็มอีสามารถหาได้บนโลกออนไลน์ และ 6.ต้นทุนในการบริหารจัดการที่จะถูกลง
พฤติกรรมการเสพข่าวสารออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะผ่านอุปกรณ์ใด เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องก้าวให้ทัน พร้อมปรับตัวรับกับสิ่งใหม่ๆ ที่มีบทบาทกับอุตสาหกรรมนั้นๆ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเดินไปสู่ความสำเร็จได้







