posttoday
ปิดตำนาน ร้านโน้ตเพลงในนิวยอร์ก

ปิดตำนาน ร้านโน้ตเพลงในนิวยอร์ก

19 มีนาคม 2558

ในยุคที่การสื่อต่างๆ สามารถเข้าถึงได้ด้วยปลายนิ้ว การมีอยู่ของธุรกิจเก่าแก่ดังเช่น “ร้านขายแผ่นโน้ตเพลงคลาสสิก”

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

ในยุคที่การสื่อต่างๆ สามารถเข้าถึงได้ด้วยปลายนิ้ว การมีอยู่ของธุรกิจเก่าแก่ดังเช่น “ร้านขายแผ่นโน้ตเพลงคลาสสิก” จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ประสบช่วงเวลาอันยากลำบาก เพราะในสมัยนี้ แวดวงของดนตรีได้เข้าสู่ยุคดิจิทัลเป็นที่เรียบร้อย ที่นักดนตรีสามารถซื้อชีตเพลงได้จากอินเทอร์เน็ตหรือกระทั่งดาวน์โหลดได้ด้วยตัวเอง

“แฟรงก์ มิวสิค คอมพานี” เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ขายแผ่นโน้ตเพลง หรือชีตเพลงคลาสสิกที่ต้องปิดตัวลงเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งธุรกิจแห่งนี้นับว่าเป็นร้านขายชีตเพลงคลาสสิกแห่งสุดท้ายในนิวยอร์ก ซิตี้ หรือนครนิวยอร์กแห่งสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่

“นักดนตรีได้รับเงินค่าตอบแทนไม่เพียงพอ แล้วเขาจะซื้อเพลงได้อย่างไร ถ้าหากเขาไม่มีรายได้เพียงพอ” เฮย์ดิ โรเจอร์ เจ้าของของแฟรงก์ กล่าวกับซีเอ็นเอ็นมันนี่ถึงหนึ่งในสาเหตุที่ต้องปิดกิจการ

ยิ่งไปกว่านั้น อีกเหตุผลสำคัญอยู่ตรงที่นักดนตรีเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสูงถึง 37 เหรียญสหรัฐ (ราว 1,190 บาท) เพื่อซื้อหนังสือโน้ตเพลงสักเล่มจากแฟรงก์ เนื่องจากสามารถซื้อหนังสือเล่มดังกล่าวได้จากเว็บไซต์อะเมซอนในราคาเพียง 12.52 เหรียญสหรัฐเท่านั้น (ราว 400 บาท) หรือแม้กระทั่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีผ่านทางเว็บไซต์

ขณะเดียวกันลูกค้ายังเข้ามาในร้านของแฟรงก์เพื่อถ่ายเอกสารหนังสือที่มีชีตเพลงอยู่และเอากลับไป แม้ว่าทางโรเจอร์จะติดป้ายเพื่อขอความร่วมมือจากบรรดาลูกค้าก็ตาม แต่ดูเหมือนว่า ความพยายามดังกล่าวจะไร้ผล

ทั้งนี้ ร้านแฟรงก์นั้นได้รับความนิยมอย่างมาก ในช่วงที่เปิดกิจการในปี 1937 และยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี รวมถึงเมื่อครั้งที่โรเจอร์ซื้อธุรกิจดังกล่าวในปี 1978 โดยทางร้านนั้นได้เปิดต้อนรับนักดนตรีทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพเข้ามาในร้าน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาลูกค้าที่เคยมาเยือนอย่างอุ่นหนาฝาคั่งก็ทยอยลดจำนวนลง จนกระทั่งสามารถพูดได้ว่าจะนับเป็นเรื่องที่ดีมาก ถ้าหากมีลูกค้าเข้าร้านสักสองคนในหนึ่งวัน

ไม่เพียงแต่แฟรงก์เท่านั้นที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้ เพราะร้านขายชีตเพลงคลาสสิกอื่นๆ ก็ต้องปิดตัวลงไปก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นชีต มิวสิค เซอร์วิส ในพอร์ตแลนด์ที่ปิดตัวในปี 2010 หรือมิวสิค เซ็นเตอร์ ในซานฟรานซิสโก ที่เลิกกิจการในปี 2012 เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวของโรเจอร์เองแล้ว เจ้าตัวรู้ดีว่าจุดจบส่วนหนึ่งที่ธุรกิจต้องปิดกิจการลง เนื่องจากว่า “ความดื้อดึงที่จะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงใดๆ”

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคิดเงินของร้านที่ยังเป็นระบบเก่าที่พรินต์ใบเสร็จออกมาได้ทีละบรรทัด การเก็บข้อมูลหนังสือโน้ตเพลงที่มากกว่า 1 แสนเล่มในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว หรือกระทั่งเครื่องหมายห้ามโทรศัพท์ในร้าน ยิ่งไปกว่านั้นโรเจอร์เองก็ไม่มีความพยายามที่จะแข่งขันเพื่อลดราคา หรือการขนส่งที่รวดเร็วทันใจอีกด้วย ฉะนั้นแล้วไม่ต้องพูดถึงความคิดริเริ่มที่จะขายสินค้าออนไลน์เลย

“ถ้าคุณมีค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย ทั้งค่าเช่า ค่าเก็บสินค้า ค่าจ้างพนักงานที่ต้องจ่ายมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำถึง 5 เท่า คุณก็ไม่สามารถขายสินค้าในราคาที่อะเมซอนขายได้” โรเจอร์ ระบุ

แทนที่จะเปลี่ยนแปลงใดๆ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด โรเจอร์กลับยังทำเหมือนเดิม ทั้งการใช้ดินสอเขียนราคาลงบนหนังสือโน้ตเพลงทุกๆ เล่ม ขณะที่เมื่อซื้อสินค้า ทางร้านยังคงเลือกใช้ซองจดหมายสีฟ้าอ่อน มีเชือกผูกเป็นซองใส่ให้ลูกค้าอีกด้วย

ในช่วงสัปดาห์ก่อนที่จะปิดกิจการ โรเจอร์ เจ้าของร้านรายนี้ได้ใช้เวลาไปกับการเซ็นลายเซ็นบนหนังสือโน้ตเพลง และบนซองให้กับลูกค้าที่ต่างเดินทางมาแวะเวียนที่ร้าน ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 10 ของตึกแห่งหนึ่งในย่านแมนฮัตตัน

ฉะนั้นสำหรับมหานครนิวยอร์กแล้ว การปิดกิจการของแฟรงก์จึงเป็นจุดจบของธุรกิจขายแผ่นโน้ตเพลงเหล่านี้ ทว่าโรเจอร์เปิดเผยว่า มีผู้บริจาคใจดีได้ซื้อสินค้าที่อยู่ในร้านทั้งหมดและให้เป็นของขวัญ
ให้แก่โรงเรียนโคลเบิร์น สกูล ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนดนตรีในลอสแองเจลิส

จุดจบของแฟรงก์

- ยุคดิจิทัลที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม

- ไม่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท