
หนทางอีกยาว เตือนส่งออกระวังจนมุมปัจจัยเสี่ยง
ตัวเลขส่งออกเดือน พ.ค. โตถึง 42.13% น่าจะการันตีได้เป็นอย่างดีถึงอนาคตที่สดใสของการส่งออกในปีนี้ กระทั่งกระทรวงพาณิชย์ก็ตั้งท่าจะปรับเพิ่มเป้าหมายส่งออกจาก 14% เป็น 1718% ในเร็วๆ นี้ หากตัวเลขเดือน มิ.ย. ยังพุ่งไม่หยุด
ตรงกันข้ามกับเอกชนที่มองต่างมุม พร้อมส่งสัญญาณเตือนปัจจัยเสี่ยงยังรออยู่เพียบ
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์ส่งออกของไทยในปีนี้ยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง แม้ว่าไตรมาสแรกยอดส่งออกจะขยับสูงมาก แต่ภาพรวมต้องพิจารณาทั้งปี เนื่องจากวิกฤตการเงินของประเทศในแถบยุโรปยังคงน่าเป็นห่วงว่าจะลุกลามมากไปกว่านี้หรือไม่
กรณีเศรษฐกิจยุโรปมีปัญหา การใช้จ่ายจะหดตัวลง ค่าเงินยูโรอ่อนลง ส่งผลให้สินค้าจากไทยที่ส่งออกไปขายยังยุโรปจะมีราคาสูงขึ้น สุดท้ายก็จะส่งผลต่อการส่งออกของไทยอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ปีนี้ปัญหาจากยุโรปจะยังไม่ส่งผลกระทบมาก แต่การส่งออกไปยุโรปจะไม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน กระนั้นก็ไม่ถึงขั้นแย่ลงจากเดิม เฉลี่ยส่งออกทั้งปีภาพรวมน่าจะอยู่ที่ 14%
“
แนวโน้มที่ส่งออกทั้งปีจะพุ่งขึ้นไปแตะ 1718% ตามที่กระทรวงพาณิชย์เล็งไว้จะปรับเป้าหมายใหม่นั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะการที่จะส่งออกได้สูงขนาดนั้น ต้องมีเหตุการณ์พิเศษเข้ามาช่วยกระตุ้น แม้ว่าขณะนี้ส่งออกจะดี แต่ก็ไม่ดีถึงขนาดนั้น จึงไม่น่าจะทำได้ อีกทั้งต้องขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนด้วย เป็นปัจจัยที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้”นายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความน่าจะเป็นที่ส่งออกของประเทศจะโต 1415% มีโอกาสมาก ซึ่งในครึ่งปีแรกคงจะเห็นตัวเลขโตระดับ 20% ขึ้นไป ต่อเนื่องไปไตรมาส 3 ส่งออกก็จะอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อ แต่ไตรมาส 4 คงจะส่งออกเพิ่มขึ้นไม่มากแล้ว เพราะปีก่อนช่วงท้ายปีการส่งออกเริ่มฟื้นตัว มีฐานการเปรียบเทียบที่สูงขึ้น
กระนั้น ตัวเลขส่งออกโต 1718% คงทำได้ยาก เพราะมีปัจจัยหลายตัวที่จะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของไทยที่ไม่สามารถควบคุมเองได้ ประกอบด้วย ปัญหาจากวิกฤตทางการเงินของยุโรป น่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกไปยุโรปเป็นจำนวนมาก
ปัจจุบันไทยส่งชิ้นส่วนไปยังประเทศที่ผลิตสินค้าสำเร็จรูป หากยุโรปนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปน้อยลงก็จะกระทบถึงไทยแน่นอน ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าปัญหาจะลุกลามไปขนาดไหน และหลังจากวิกฤตในครั้งนี้เศรษฐกิจในภาพรวมของยุโรปจะเป็นอย่างไร รวมถึงปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนที่จะเป็นผลพวงจากวิกฤตฝั่งยุโรป เพราะค่าเงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าลง เงินบาทจะแข็งค่าขึ้น สินค้าที่ส่งเข้าไปจะยิ่งมีราคาแพงในสายตาของลูกค้า
ความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อประเทศไทยเองก็ยังคาดเดาลำบากว่าลูกค้าจะกลับมาหรือหันไปซื้อสินค้าจากที่อื่นแล้ว เพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะลูกค้าคงจะไม่หวังให้ไทยเป็นแหล่งซื้อสินค้าเพียงแหล่งเดียวแล้ว หลังจากเกิดความวุ่นวายทางการเมือง
“1718%
คงเหนื่อย เราส่งออกมากก็ไม่มีแรงงานทำงาน ปัญหานี้ยังแก้ไขไม่ได้ หากจะทำให้ถึงก็เป็นไปได้ โดยเร่งแก้ปัญหาในประเทศ เช่น การขาดแคลนแรงงาน การรักษาค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนมาก ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกมีช่องทางมากขึ้น ส่วนปัจจัยภายนอกคงจะควบคุมไม่ได้ ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”ในส่วนการส่งออกของกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 5 เดือนแรกมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนค่อนข้างมาก
ไตรมาสแรกยอดคำสั่งซื้อเข้ามาตามปกติจากทุกตลาดที่เป็นคู่ค้ากันอยู่ เช่น สหภาพยุโรป (อียู) จีน อาเซียน สหรัฐอเมริกา แต่หากเทียบกับปี 2551 ถือว่าไม่ได้ส่งออกเพิ่มขึ้นมาก แต่หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง เริ่มมีลูกค้าที่กังวลว่าไทยจะไม่สามารถส่งสินค้าได้ตามกำหนด ขณะนี้จึงอยู่ในช่วงติดตามสถานการณ์ว่าความเชื่อมั่นของลูกค้าจะกลับมาหรือไม่ และต้องดูว่าคำสั่งซื้อใหม่จะมีปัญหาหรือไม่ โดยในเดือน ก.ค. จะมีการประเมินความเชื่อมั่นของลูกค้ากันอีกครั้ง ว่าลูกค้ายังสนใจที่จะสั่งซื้อสินค้าจากไทยอยู่หรือเปล่า
เป้าหมายการส่งออกของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จึงต้องรอประเมินใหม่อีกครั้ง จากการพิจารณาหลายๆ ปัจจัยประกอบ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงมากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ส.อ.ท. กล่าวว่า การส่งออกอาหารในปีนี้มีแนวโน้มทรงตัว ไม่ดีขึ้นหวือหวา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มยุโรปไม่ดี ค่าเงินปอนด์ ยูโร มีแนวโน้มอ่อนค่าลง เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่แท้จริง รวมทั้งยังมีปัญหาน้ำมันรั่วที่เม็กซิโก ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องทุ่มงบประมาณลงไปแก้ไขปัญหาที่มีอยู่
ปัญหาเหล่านี้เป็นความกังวลของผู้ส่งออกค่อนข้างมาก ต้องรอดูความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด คงต้องจับตาดูหลังจากจัดงานแสดงสินค้าอาหาร 2553 (THAIFEX
–World of Food Asia 2010) จะทำให้เห็นภาพยอดคำสั่งซื้อเพื่อส่งมอบในช่วงปลายปีได้อย่างชัดเจน คาดว่าการส่งออกอาหารในปีนี้คงจะไม่ตกลง โดยทั้งสถาบันอาหารและ ส.อ.ท. วางเป้าหมายเฉลี่ยทั้งปีไว้ที่ 10% มูลค่า 8.2 แสนล้านบาทช่วง 3 เดือนแรกของปี มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยเดือนละ 25% แต่เมื่อเข้าเดือนที่ 4 การส่งออกอาหารก็เริ่มตกลงมาอยู่ที่ระดับ 1819% เพราะเป็นช่วงที่ราคาสินค้าอาหารในตลาดโลกตกลง ลูกค้าไม่แย่งกันซื้อเหมือนตอนที่ราคาแพง
“
มองว่าในช่วงเดือน มิ.ย. ก.ค. ส่งออกอาหารคงจะทรงตัว ไม่ดีขึ้น พอเข้าไตรมาส 4 น่าจะกลับเข้ามา แต่คำสั่งซื้อก็จะมาจากฐานลูกค้าเดิมๆ และการที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้ที่ 1415% ก็ถือว่าใกล้เคียงกับที่เอกชนตั้งไว้ หากจะเพิ่มเป็น 1718% คงจะต้องปรับค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถึงจะช่วยให้ส่งออกขยับขึ้นถึงระดับนั้นได้ เพราะตอนนี้เราไม่ได้ส่งออกน้อยลง แต่มูลค่าน้อยลง”






