posttoday
บทเรียนจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจประเทศกรีซ

บทเรียนจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจประเทศกรีซ

21 มิถุนายน 2553

 

....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

แม้กรีซนับเป็นประเทศที่ค่อนข้างขนาดเล็ก แต่วิกฤตการณ์ของประเทศแห่งนี้กลับกลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก เนื่องจากเป็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทายกลุ่มประเทศใช้เงินยูโร หรือที่เรียกว่า “ยูโรโซน” เป็นครั้งแรก ว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทำให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ หรือไม่ ขณะเดียวกันได้สร้างบทเรียนที่มีค่ามากมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก

ในช่วงต้นปี 2553 ที่ผ่านมา กรีซเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยวิตกว่าจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรป เป็นต้นว่า ไอร์แลนด์ สเปน โปรตุเกส อิตาลี

ทั้งที่ในอดีตที่ผ่านมากรีซเป็นประเทศดาวรุ่ง มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในกลุ่มยูโรโซน โดยระหว่างปี 2543–2550 เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 4.2% ต่อปี เนื่องจากมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าประเทศจำนวนมาก ดังนั้นวิกฤตการณ์ประเทศกรีซจึงเป็นกรณีศึกษาครั้งสำคัญ

บทเรียนประการแรก การดำเนินนโยบายประชานิยมและรัฐสวัสดิการ แม้ในระยะสั้นจะส่งผลดีต่อรัฐบาลทำให้ได้รับการชื่นชมจากประชาชน แต่ในระยะยาวแล้วหากไม่มีการควบคุมให้เหมาะสมจะกระทบต่อเศรษฐกิจได้ ปัญหาสำคัญของกรีซ คือ ระบบการเมืองที่อ่อนแอ ทำให้รัฐบาลกรีซที่ผ่านมาได้ดำเนินนโยบายโดยมุ่งเน้นประชานิยมและรัฐสวัสดิการอย่างต่อเนื่อง ทำให้งบประมาณขาดดุลจำนวนมาก โดยปี 2552 ขาดดุลมากถึง 13.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงถึง 130%

บทเรียนประการที่สอง จากวิกฤตการณ์ของกรีซทำให้ประเทศกลุ่มยูโรโซนเริ่มตระหนักว่า การรวมกลุ่มกันโดยใช้เงินสกุลยูโรร่วมกันนั้น แม้จะใช้นโยบายการเงินร่วมกัน แต่หากนโยบายการคลังแตกต่างกันแล้ว ย่อมจะส่งผลกระทบทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนได้ แนวทางการแก้ไขปัญหานี้ควรเริ่มต้นที่ต้นเหตุ โดยจำกัดการดำเนินนโยบายการคลังที่ไม่รับผิดชอบ ซึ่งปัจจุบันมีข้อเสนอแนะแตกต่างกันไป

แนวความคิดหนึ่ง คือ ควรจะมอบอำนาจให้สหภาพยุโรปมีส่วนร่วมในการพิจารณางบประมาณประเทศสมาชิก เพื่อป้องกันปัญหาการขาดดุลงบประมาณของประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ให้มีจำนวนมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อกลุ่มยูโรโซน

อีกแนวคิดหนึ่งซึ่งได้มีการนำเสนอร่วมกันเมื่อเดือน ก.พ. 2553 โดยนายแดเนียล กลอส ผู้อำนวยการของศูนย์นโยบายศึกษาของยุโรป ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่กรุงบรัสเซลส์ และนายโทมัส เมเยอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคาร Deutsche Bank สรุปได้ว่าควรจะจัดตั้งหน่วยงานกองทุนการเงินยุโรป (European Monetary FundEMF) ขึ้น โดยลอกเลียนแบบกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ กำหนดให้มีพันธกิจเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของประเทศที่ใช้เงินยูโร

สำหรับแหล่งเงินทุนของกองทุนแห่งนี้ กำหนดจะเก็บจากประเทศสมาชิกที่ขาดดุลงบประมาณและมีหนี้สาธารณะจำนวนมาก และเมื่อกองทุนแห่งนี้ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศใด จะต้องตั้งเงื่อนไขให้เข้มงวดเพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้อยากใช้ประโยชน์ เช่น ประกาศว่าพันธบัตรของประเทศนั้นๆ ไม่สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันที่ธนาคารกลางยุโรป เป็นต้น

รวมถึงอาจจะดำเนินการล้างหนี้สำหรับประเทศนั้นๆ คล้ายคลึงกับกรณีฟื้นฟูกิจการตาม Chapter 11 ของกฎหมายล้มละลายของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ยังเสนอแนะว่าประเทศที่ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดของ EMF แล้ว ควรจะต้องถูกขับออกจากกลุ่มยูโรโซน โดยอาจจะรวมถึงขับออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปด้วย

บทเรียนประการที่สาม เศรษฐกิจของประเทศควรกระจายความเสี่ยงไม่ควรพึ่งพาภาคเศรษฐกิจใดภาคเศรษฐกิจหนึ่งมากเกินไป มิฉะนั้นจะเกิดความเสี่ยงสูง ประเทศกรีซได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2551 เป็นอย่างมาก เนื่องจากพึ่งพาภาคเศรษฐกิจหลัก คือ ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเดินเรือพาณิชย์ ซึ่งทั้งสองธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างมากจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้

กรณีธุรกิจท่องเที่ยว กรีซเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยในปี 2551 แม้กรีซมีประชากรน้อยกว่าประเทศไทยมาก แต่กลับมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึง 16.5 ล้านคน สร้างรายได้ให้แก่ประเทศเป็นสัดส่วนสูงถึง 15% ของ GDP จากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วโลกท่องเที่ยวลดลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ส่งผลกระทบทำให้รายได้ของประเทศกรีซลดลงมาก รวมถึงธุรกิจเดินเรือพาณิชย์ที่ประเทศกรีซมีกองเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจทำให้ปริมาณการขนส่งสินค้าทางเรือลดลงมาก ส่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจเดินเรือพาณิชย์

บทเรียนประการที่สี่ ควรปฏิรูปหรือปฏิวัติธุรกิจจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นบทเรียนที่เกิดขึ้นหลายครั้งติดต่อกัน โดยเฉพาะเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ได้สรุปบทเรียนนี้แล้วกรณีวิกฤตการณ์หนี้ด้อยคุณภาพ ว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเป็นต้นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ครั้งนั้น เพราะประเมินตราสารประเภทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ในครั้งนั้นว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าระดับความเป็นจริงมาก ทำให้ประชาชนและนักลงทุนประเภทสถาบันลงทุนหลงเชื่อไปลงทุนในตราสารประเภทเหล่านี้จำนวนมาก

กรณีของประเทศกรีซก็เช่นกัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าในอดีตได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือพันธบัตรของประเทศกรีซอยู่ในระดับสูง ทำให้กรีซสามารถระดมเงินทุนจำนวนมาก และเมื่อเกิดปัญหาก็ลดระดับความน่าเชื่อถือลงต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงแล้วตลาดตระหนักถึงปัญหานี้ก่อนสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเสียอีก โดยราคาพันธบัตรของประเทศกรีซที่ซื้อขายกันได้ลดลงมาก่อนที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือลง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน